วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ทำความรู้จัก “ดอกดารารัตน์” ดอกไม้จันทน์ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9

ทำความรู้จัก “ดอกดารารัตน์” 

ดอกไม้จันทน์ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ 

ในหลวงรัชกาลที่ 9

เอามาเล่าสู่เพื่อนๆ iHome108 ฟัง เกี่นวกับ ดอกไม้ที่มีความหมายสูงค่า “ดอกดารารัตน์” หรือภาษา ฝรั่ง ดอกแดฟโฟดิล ( Daffodil ) หรือที่ตั้งเป็นภาษาไทยเรียกว่า ” ดอกดารารัตน์ ” ซึ่งเป็นดอกไม้ของประเทศเมืองหนาว มีชื่อภาษาไทยว่าดอกดารารัตน์ ที่มีความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่ คำว่า ดารา หมายถึง ดวงดาว นั่นคือสิ่งที่อยู่สูงสุด ส่วนคำว่า รัตน์ แปลว่า แก้ว คือ สิ่งที่มีค่า
ครั้งหนึ่งสมเด็จพระราชินีเสด็จมาที่ดอยอ่างขาง พระองค์ทอดพระเนตรเห็นดอกดังกล่าวที่ปลูกกันอยู่ จึงทรงโปรดให้จัดดอกไม้นั้นใส่แจกันประดับบนโต๊ะเสวย ข้าราชบริพารก็จัดเตรียมให้ตามพระราชประสงค์ ก่อนที่สมเด็จฯท่านจะทรงเล่าถึงความผูกพันของพระองค์กับดอกไม้ชนิดนี้ให้ผู้ตามเสด็จได้ฟัง
เมื่อครั้งที่ยังมิได้ราชาภิเษกสมรส ขณะนั้นพระราชินีหรือม.ร.ว.หญิงสิริกิติ์ กิติยากร ทรงประทับอยู่ที่ปารีส เนื่องจากพระบิดาของพระองค์เป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศส ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงศึกษาและประทับอยู่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ หากพอมีเวลาว่างครั้งใดในหลวงก็มักจะขับรถยนต์ด้วยพระองค์เองข้ามพรมแดนมาเยี่ยมเยียนพระราชินีอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ในหลวงเสด็จมา ก็จะมีดอกไม้มาให้พระราชินี และดอกไม้ที่พระองค์นำมาให้เป็นประจำก็คือดอกไม้สีเหลืองดังกล่าวนี้เอง ดอกไม้นี้มีชื่อว่า แดฟโฟดิล (Daffodil)
 
 
ที่มาของการนำดอกไม้ชนิดนี้มาเป็น ดอกไม้จันทน์ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้น เพราะว่า เนื่องจากเป็นดอกไม้ที่ ในหลวงในพระบรมโกศ ทรงโปรดและทรงมอบให้กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งที่ยังมิได้ราชาภิเษกสมรส ขณะนั้น ม.ร.ว.หญิงสิริกิติ์ กิติยากร ทรงประทับอยู่ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงศึกษาและประทับอยู่ที่ สวิสเซอร์แลนด์ หากพอมีเวลาว่างครั้งใด พระองค์ท่านมักจะขับรถยนต์ด้วยพระองค์เอง ข้ามพรมแดนมาเยี่ยมเยียน พระราชินีอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เสด็จมา จะมีดอกไม้มาให้เป็นประจำ คือดอกแดฟโฟดิล

ดอกแดฟโฟดิล นิยมใช้มอบให้แก่คนที่รัก เพื่อบอกว่า ไม่เคยต้องการสิ่งใดตอบแทน อีกทั้ง ยังหมายถึง เกียรติยศ ความกล้าหาญ สัญลักษณ์ของความหวัง  อีกทั้งดอกยังมีสีเหลืองสดซึ่งเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพของรัชกาลที่ 9 อีกด้วย
“ดอกดารารัตน์”  ดอกไม้จันทน์ ถือเป็นสิ่งที่มีค่ามากหากได้ทำด้วยหัวใจและสองมือของตัวเอง และแสดงถึงความจงรักภักดีแด่รัชกาลที่ 9 ก่อนถวายให้พระองค์เป็นครั้งสุดท้าย



cr: home.sanook.com 
ช่องทางการติดต่อ
ก.การช่างทีม คู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาในทุกคำถามเรื่องบ้าน
ก.การช่าง รับสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม และจัดดูแลสวน เชียงใหม่
www.kor-karnchang.com
Phone: 0979692624 , 0955419777, 0954956444
Email: cs@kor-karnchang.com
 

 

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560

4 ต้นไม้เลือกไว้สำหรับใช้ทำรั้ว

4 ต้นไม้เลือกไว้สำหรับใช้ทำรั้ว

       บ้านไทยเราตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษไม่ได้ทำรั้วก่ออิฐปิดตัวเองอย่างคนสมัยนี้ บ้านไหนอยากจะมีรั้วจึงมักปลูกต้นไม้เพื่อแสดงอาณาเขต บางท่านก็ปลูกเป็นต้นไม้ใหญ่ บางท่านก็ปลูกเป็นต้นไม้พุ่ม แล้วตัดแต่งให้เป็นรั้วบ้าน สูงบ้างเตี้ยบ้างแล้วแต่
      ความต้องการ มีต้นไม้หลายชนิดที่เหมาะสมที่จะปลูกเป็นรั้วบ้านได้ Sanook! Home เลยหยิบยกขึ้นมาสำหรับใครที่กำลังคิดจะปลูกต้นไม้ไปใช้ทำรั้ว

1.ชบา เป็นต้นไม้ยอดนิยมสำหรับทำรั้ว ในอดีตหากไม่ตัดกิ่งตัดใบจนทึบเตี้ยเกินไปก็จะให้ดอกสวยงาม แต่ก็ต้องทำใจกับเพลี้ยอ่อนและหนอนชอนใบนิดหน่อยเพราะสัตว์พวกนี้เขารักต้นชบามากจึงทำให้ใบชบาที่รั้วของเราเป็นรูกลวงบ้างในบางครั้งด้วยความอิจฉาเรา



2.ชาข่อย ก็เป็นไม้ที่น่าจะทำรั้วอีกชนิดหนึ่ง  เพราะกิ่งใบสีเขียวเข้มหนาทึบแต่ไม่ต้องการแดดเต็มวัน  จึงปลูกเป็นรั้วที่ห่างจากตัวบ้านไม่มากได้เพราะในบางช่วงเงา  บ้านจะทอดไปบังชาข่อย  ชาข่อยเขาก็ไม่ว่าอะไร (แต่ใบเขาอาจจะใหญ่ขึ้นนิด  สีใบก็จะเขียวขึ้นอีกหน่อย)  มีหนอนกินใบบ้างแต่ก็ไม่มากเท่ากับต้นชบา  ดอกสีขาวเล็กๆไม่สดใสแสบตา

3.เทียนทอง เป็นต้นไม้ที่มานิยมกันในยุคหลังๆ สีเขียวเหลืองสดใส ทำเป็นพุ่มเตี้ยๆก็ได้แต่ต้องการแดดเต็มวัน มีหนอนไชกิ่งและรากบ้าง ต้องคอยดูแลเปลี่ยนต้นที่ถูกชอนไชแล้วแห้งตายไป บางครั้งก็เอาไปทำไม้ดัดได้เหมือนกัน
4.พู่เรือหงส์  หรือบางครั้งก็เรียกกันติดปากว่าพู่ระหงษ์ เป็นต้นไม้ที่นิยมใช้ทำรั้วกันมานมนานเหมือนกับชบา ลักษณะนิสัยก็คล้ายกับชบา แม้ดอกบางครั้งจะไม่ใหญ่โตหลายสีสดใสเหมือนชบา แต่ดีกว่าชบาตรงที่ไม่ค่อยมีโรคและแมลงก็ไม่มา

ยังมีต้นไม้สวยๆ งามๆ สดชื่นอีกหลากหลายที่บำรุงรักษาง่ายและทำรั้วได้ หากบ้านใครเหมาะสม อาจจะลองเปลี่ยนรั้วทึบๆ ของท่านเป็นรั้วต้นไม้เหล่านี้ก็ไม่เลว นอกจากท่านจะสดชื่นแล้ว คนทั่วไปที่สัญจรผ่านไปมาก็จะพลอยมีความสุขไปด้วย

cr:


ช่องทางการติดต่อ
ก.การช่างทีม คู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาในทุกคำถามเรื่องบ้าน
ก.การช่าง รับสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม และจัดดูแลสวน เชียงใหม่
www.kor-karnchang.com
Phone: 0979692624 , 0955419777, 0954956444
Email: cs@kor-karnchang.com

4 เทคนิคควรรู้ก่อนจะเปิด Hostel

4 เทคนิคควรรู้ก่อนจะเปิด Hostel


     ข้อควรรู้เบื้องต้นสำหรับคนที่อยากจะเปิด Hostel แล้วคุณจะรู้ว่ามันแตกต่างกับการทำโรงแรมห้องพักทั่วไป

    ความฝันของวัยทำงานยุคใหม่ที่อาจกำลังส่งเสียงกู่ก้องอยู่ในใจให้ออกมาเป็นนายของตัวเอง ลงทุนเปิดกิจการส่วนตัวหลังจากอดทนเก็บออมเงินสักก้อนที่ได้จากงานประจำ และหนึ่งในธุรกิจที่กำลังได้รับความสนใจก็คือ ที่พักแบบ Boutique Hostel การปรับปรุงบ้านพักทรัพย์สินอาคารส่วนตัวที่มีอยู่ให้กลายเป็นที่พักของนักท่องเที่ยวแบ็คแพ็คเกอร์ แต่ก่อนจะเริ่มต้นลงมือทำก็ควรจะต้องศึกษาเทคนิคข้อควรรู้กันเสียหน่อย เราจึงขอเสนอไกด์บุ๊คนำทางสำหรับเจ้าของ Hostel มือใหม่


เลือกทำเลที่ตั้งตรงไหนดี ?
อย่างที่เคยบอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่าทำเลที่ตั้งเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ (จากบทความ รู้จักโฮสเทล ที่พักคู่ใจของเหล่าแบ็คแพ็คเกอร์ ) เราเลยขอย้ำอีกครั้ง เผื่อคนที่มาไม่ทันเมื่อต้นชั่วโมงเรียนแรก ด้วยเหตุผลที่ว่านักเดินเท้าสะพายกระเป๋าจากต่างแดนที่ถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก ที่ตั้งของ Hostel ควรจะเข้าถึงได้ง่าย มีการคมนาคมเดินทางไปมาสะดวก ไม่ต้องต่อรถมาก ยิ่งมีช่องทางระบบขนส่งสาธารณะด้วยก็จะยิ่งดี เพราะแบ็คแพ็คเกอร์ที่มาเที่ยวเมื่อลงสนามบินก็มักจะเปิดแผนที่ คลำหาเส้นทางด้วยตัวเอง  การเลือกทำเล Hostel ที่เดินทางมาพักได้ไม่ยากเย็น ใกล้สถานที่อ้างอิงที่เป็นที่รู้จัก มีป้ายสัญลักษณ์สะดุดตา หรือลองคิดเอกลักษณ์ที่จำจดได้ง่ายให้ Hostel ของตัวเองก็นับเป็นตัวช่วยบอกใบ้สำคัญเพื่อการเดินทางเข้ามาเช็คอิน

    ย่านที่มี Hostel อยู่เยอะในกรุงเทพ ยกตัวอย่างเช่น ข้าวสาร สีลม เยาวราช เอกมัย บริเวณแถบใกล้สถานีรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน หรืออยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ปัจจัยที่ตั้งอาคารจะเป็นตัวดึงดูดให้ให้นักเดินทางต่างถิ่นยิ่งอยากเข้ามาพักที่ Hostel ของคุณมากขึ้น

ทำโฮสเทลต้องยื่นเรื่องกฎหมายมั้ย ?

การทำธุรกิจ Hostel จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจโรงแรม ( มีห้องพักเกิน4ห้อง และให้เช่าไม่เป็นรายเดือน ) จึงจำเป็นต้องยื่นเรื่องต่อเจ้าหน้าที่เขตเพื่อขอเปลี่ยนประเภทการใช้งานอาคารจากเพื่อการพักอาศัยเป็นการขออนุญาตทำธุรกิจโรงแรมตามกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. ๒๕๕๑  (พรบ.โรงแรม2547, ภาษีโรงแรม, ใบอนุญาตฺ/จดทะเบียนโรงแรม) โดยก่อนจะเริ่มลงมือรีโนเวทอาคารบ้านพัก ตึกแถวที่มีอยู่เจ้าของโครงการและนักออกแบบควรจะต้องศึกษาเรื่องระยะถอยร่น ขนาดพื้นที่ใช้สอยระบบสาธารณูปโภคต่างๆ รวมทั้งความแข็งแรงของโครงสร้างสำหรับการใช้งานของคนจำนวนมาก เพราะข้อบังคับสำหรับบ้านพักอาศัยกับอาคารสาธารณะมีข้อบังคับที่แตกต่างกันอยู่หลายจุด
Dtip : การเปิดที่พักขนาดเล็กมีที่พักไม่เกิน 4 ห้อง รองรับผู้พักไม่เกิน 20 คน เป็นกิจการสนับสนุนรายได้เสริมไม่ถือว่าเป็นโรงแรม แต่ก็ต้องแจ้งให้นายทะเบียนทราบตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนดในเบื้องต้น และในความเป็นจริงพบว่าเกินครึ่งของโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวมักจะไม่จดทะเบียนโรงแรมตามข้อกำหนด  เพราะความยุ่งยากในกฎหมายโรงแรม กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และรวมทั้งเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเอกสารราคาสูง (!?) จึงทำให้เจ้าของกิจการหลายแห่งยังไม่มีใบขออนุญาตอย่างถูกต้อง

ต้องมีห้องน้ำเพิ่มอีกกี่ห้อง ?

เมื่อเปลี่ยนประเภทการใช้งานอาคาร ระบบไฟฟ้า ประปา เครื่องปรับอากาศก็จะต้องถูกปรับให้เหมาะสมกับประเภทการใช้งานใหม่ตามไปด้วย เราจะขอยกตัวอย่างสูตรสำเร็จการคำนวณจำนวนห้องน้ำและขนาดของแอร์ในอาคารทั่วๆ ไปไว้ใช้ประยุกต์ได้ในพื้นที่อาคารของคุณ
การคิดจำนวนห้องน้ำให้ใช้การหาอัตราส่วนจำนวนเตียงต่อจำนวนห้องน้ำ (1 ชุดห้องน้ำประกอบด้วย 1 ฝักบัวอาบน้ำ 1 โถสุขภัณฑ์ 1 อ่างล้างหน้า โถปัสสาวะชายเป็นส่วนเสริม) โดยอัตราเป็นเป็นไปได้ตั้งแต่ 4:1 , 7:1 , 9:1 หรือจำนวนเกิน 10 : 1 ชุดห้องน้ำ ตัวอย่างเช่น ใน 1 ชั้นมีจำนวนเตียงทั้งหมด 28 เตียงแล้วมาคำนวณด้วยอัตราส่วน 7:1 ก็จะได้ว่า 28 / 7 = 4 ดังนั้นในชั้นนี้จะมีชุดห้องน้ำอยู่ 4 ห้อง
การเลือกใช้อัตราส่วนจำนวนห้องน้ำเป็นเรื่องการความพร้อมด้านการบริการ เพราะห้องน้ำของ Hostel จะเป็นแบบห้องน้ำรวม อาจเกิดช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากอยากเข้าไปใช้งานพร้อมกัน เจ้าของกิจการจึงควรจะต้องใช้ดุลยพินิจกะเกณฑ์จำนวนแขกที่เข้าพักกับจำนวนห้องน้ำให้เพียงพอหรือการสร้างชุดห้องน้ำเกินเอาไว้เล็กน้อยป้องกันปัญหาห้องน้ำเต็ม
 

ส่วนการคิดขนาด BTU ของเครื่องปรับอากาศจะคิดจากขนาดพื้นที่ห้องคูณด้วยตัวเลข 800 เช่นห้องขนาด 16 ตร.ม. จะใช้ขนาดแอร์ 16 x 800 = 12,800 ดังนั้นจะใช้เครื่องปรับอากาศขนาด 13,000 BTU
ส่วนห้องที่อยู่ทางทิศตะวันตกโดนแดดนานๆ ห้องใต้หลังคา ห้องที่สะสมความร้อน หรือห้องมีคนอยู่เยอะ ๆ แบบห้องพักของ Hostel เราจะใช้สูตรขนาดพื้นที่ห้องคูณด้วยตัวเลข 1,000 แทน ทั้งนี้ในอาคารสาธารณะที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากก็จำเป็นจะต้องตรวจเชคความถูกต้องกับวิศวกรงานระบบซ้ำอีกครั้ง ต้องคิดเผื่อค่าที่คำนวนได้ขึ้นไปอีกเล็กน้อย


ควรตกแต่งส่วนไหนมากที่สุด 

ที่พักแบบ Hostel นั้นเป็นห้องพักสำหรับนักเดินทางที่ต้องการเพียงที่นอนหลับพักผ่อน ไม่ได้ต้องการความเป็นส่วนตัวหรูหรา ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไปทุ่มงบตกแต่งห้องพักให้สวยงามเลอค่าจนเกินไป แขกทุกคนที่เข้ามาพักในห้องพักราคาประหยัดควรจะได้รับมาตรฐานแบบเดียวกันในราคาห้องพักที่เท่าเทียมกัน 
พื้นที่ที่ควรจะใส่ใจคือพื้นที่ส่วนกลาง lobby, ห้องกิจกรรม ที่เหล่าแบ็คแพ็คเกอร์มักจะออกมาหาเพื่อนหน้าใหม่เสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เดินทาง ควรจะต้องออกแบบตกแต่งพื้นที่ส่วนรวม Common Space ให้ดูผ่อนคลาย มีกิจกรรมสนุกสนาน มุมนั่งเล่น นอนดูทีวี ให้บริการห้องครัวแบบ Self-Service มีตู้ล็อคเกอร์ไว้เก็บของส่วนตัว มีพนักงานสื่อสารภาษาอังกฤษคอยให้คำแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวหรือรับฟังปัญหาภายในที่พัก
  
อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.hostelworld.com/  เมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 จำนวน hostel ของไทยที่ลงทะเบียนในเว็บไซต์ คือ 602 แห่งกระจายอยู่ใน 36 จังหวัด  ค่าเฉลี่ยคะแนนบริการอยู่ที่ 7.6  แค่เฉพาะพื้นที่กรุงเทพก็มี Hostel ที่ลงทะเบียนทั้งหมด 292 แห่ง ในบรรดาที่พักราคาประหยัดหลายร้อยแห่งที่กำลังเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ สิ่งหนึ่งที่เจ้าของกิจการส่วนใหญ่เน้นย้ำมาคล้ายๆ กัน ก็คือเรื่องความเฟรนด์ลี่ เป็นมิตร ดูแลเรื่องความสะอาด ความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่จะไหลเวียนกันเข้ามา ต้องรักษาความเรียบร้อยภาพรวมของคนหมู่มากที่มาอยู่รวมกันเอาไว้ให้ได้
cr dsignsomething.com
pic. pintrerst
http://retaildesignblog.net/ 



ช่องทางการติดต่อ

ก.การช่างทีม คู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาในทุกคำถามเรื่องบ้าน
ก.การช่าง รับสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม และจัดดูแลสวน เชียงใหม่
www.kor-karnchang.com
Phone: 0979692624 , 0955419777, 0954956444
Email: cs@kor-karnchang.com
 

วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560

5 สิ่งสำคัญของการจัดสวนที่คุณไม่ควรมองข้าม

5 สิ่งสำคัญของการจัดสวนที่คุณไม่ควรมองข้าม

  การมีสวนสวยในบ้านนั้น เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของทุกคน มีที่นั่งพักผ่อน มีน้ำ มีหินสวยๆ ต้นไม้ ดอกไม้ ล้วนแต่ทำให้เราได้ความสดชื่นผ่อนคลาย แต่บางครั้งการตกแต่งของเรา ก็มักจะไม่ง่ายอย่างที่คิดฝัน สิ่งที่จินตนาการ กับสิ่งที่ได้มาช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ซึ่งปัญหานี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะเราขาดความเข้าใจในโครงสร้างของการแต่งสวน และหากคุณต้องการให้งานนี้เป็นไปได้ง่ายขึ้น คุณจะต้องรู้กฎของการแต่งสวน ดังต่อไปนี้
 
1.คิดถึงสไตล์ของตัวเองก่อน ว่าจริง ๆ แล้ว ตัวคุณเองนั้น เป็นคนแนวไหน ทันสมัย หัวโบราณ เจ้าระเบียบ หรือสบาย ๆ คิดถึงธีมที่ตัวเองชอบ และกำหนดธีมนั้นเป็นหัวใจหลัก เพื่อการเลือกหาอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างมีทิศทาง
2.หาเหตุผลให้ได้ว่า ทำไมของตกแต่งแต่ละอย่าง ต้องอยู่ตรงนั้น หรืออาจจะเป็นการตั้งวัตถุประสงค์ว่า การวางสิ่งนี้ เพื่อให้มันมีหน้าที่อะไร เช่นวางหินสวย ๆ ก้อนใหญ่ก่อนนี้ เราวางเพื่อเป็นแนวรั้ว เพื่อแบ่งมุม ของตกแต่งชิ้นนี้ วางไว้ตรงทางเข้าสองด้านให้สมดุลของชิ้นนี้ อยู่มุมลึกสุด อันเป็นจุดสิ้นสุดของพื้นที่เป็นต้น
 
3.ความสบายต้องมาก่อน ที่นั่งต้องนั่งสบาย เมื่อนั่งสบาย คุณก็จะมานั่งบ่อย ๆ อย่าเลือกเก้าอี้ หรือม้านั่ง ที่คุณนั่งได้แค่สักสิบนาทีก็เมื่อยแล้ว ให้เลือกม้านั่ง หรือเก้าอี้นั่ง ที่คุณจะนั่งได้อย่างสบายสักสองชั่วโมง ไม่เช่นนั้นแล้ว เมื่อตกแต่งเสร็จ คุณก็ไม่ได้ประโยชน์ใช้สอยจากมันอย่างเต็มที่
4.การเลือกอุปกรณ์ตกแต่ง ไม่จำเป็นต้องเลือกมาเป็นชุด เพราะบ่อยครั้ง ที่พื้นที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ดูอึดอัด ไม่สบายตา และการเลือกของตกแต่งที่มีขนาดเล็ก จะดีกว่า เมื่อนำมาวางไว้ท่ามกลางต้นไม้
5.จำนวนของตกแต่งต้องไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป ของตกแต่งเพียงแค่ชิ้นเดียว อาจจะทำให้สวนดูเหมือนโชว์รูม อาจจะเลือกของเป็นกลุ่ม ๆ ละ 3 - 5 ชิ้น จะเหมาะสมกว่า แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรมากเกินไปเช่นกัน

cr: home.sanook.com , banidea.com , baanstyle.com
 
ช่องทางการติดต่อ
ก.การช่างทีม คู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาในทุกคำถามเรื่องบ้าน
ก.การช่าง รับสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม และจัดดูแลสวน เชียงใหม่
www.kor-karnchang.com
Phone: 0979692624 , 0955419777, 0954956444
Email: cs@kor-karnchang.com



 

 


วันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เทคนิคการดูแลต้นไม้ ในช่วงฝนตก-น้ำท่วม

เทคนิคการดูแลต้นไม้ ในช่วงฝนตก-น้ำท่วม

    ในช่วงหน้าฝน พายุเข้าเช่นนี้ มักมี น้ำท่วมสวน เนื่องจากปริมาณน้ำฝนมากและตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำขังในสวนระบายไม่ทัน อาจทำให้รากต้นไม้เน่า และเฉาตายในที่สุด  ลองนำเทคนิคเหล่านี้ ไปดูแลป้องกันต้นไม้ในสวนให้อยู่รอดปลอดภัยกันต่อไปได้ค่ะ ว่าแต่จะมีเทคนิคอย่างไรบ้าง ตามมาค่ะ


ต้นไม้ที่น้ำท่วม มักจะแสดงอาการดังต่อไปนี้
– ระบบรากขาดออกซิเจน ที่ใช้ในการสร้างพลังงานเพื่อดูดน้ำและแร่ธาตุต่าง ๆ ขึ้นไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของลำต้น เนื่องจากน้ำจะแทรกซึมเข้าไปตามช่องว่างของอากาศที่มีอยู่ในดิน
– อาการใบเหลือง จะไม่เด่นชัดในวันแรกๆ แต่จะพบชัดเจนมากขึ้นในวันต่อๆ มา และมักจะพบอาการดังกล่าวเกิดขึ้นที่ใบมีอายุมากกว่าหรือใบที่อยู่ทางส่วนโคนของกิ่ง ในแต่ละกิ่งย่อย และเหลืองเข้มมากขึ้นส่วนอาการซีดเหลืองนั้นมักจะพบในกรณีที่ต้นไม้ถูกน้ำท่วมขังต่อเนื่อง และนอกจากนี้ยังพบอาการใบลู่หรือห้อยลงอีกด้วย
– อาการทิ้งใบ ดอก และผล ระบบรากต้นไม้ที่ถูกน้ำท่วมขังจะก่อให้เกิดสภาวะเครียดขี้น ซึ่งความเครียดนี้จะส่งผลให้ต้นไม้มีการกระตุ้นให้มีการสร้างฮอร์โมนเอทธิลีนในปริมาณที่สูงกว่าปกติมาก ทำให้ต้นไม้ทิ้งดอกและผลก่อน โดยจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแบะรุนแรงจะเกือบหมดต้น ส่วนการทิ้งใบนั้นมักจะพบในส่วนใบที่มีอายุมากกว่าใบที่อ่อนกว่า ซึ่งสังเกตได้จากใบที่อยู่ทางส่วนล่างของกิ่งกระจายไปทุกบริเวณของต้น แต่ไม้ผลบางชนิดอาจจะไม่แสดงอาการทิ้งใบแต่จะยืนต้นตายทั้งที่มีใบเต็มตันก็ได้ เช่น มะม่วง เป็นต้น
– การสร้างรูเปิด ในกรณีที่ถูกน้ำที่ท่วมต้นไม้จะสร้างรูเปิดขึ้น ซึ่งมักจะสร้างอยู่ตรงกลางส่วนของลำต้นบริเวณเหนือผิวน้ำที่ท่วมขังเพียงเล็กน้อย เพื่อนำออกซิเจนไปเลี้ยงราก ถ้าต้นไม้มีการสร้างรูเปิดมากเท่าไรก็ยิ่งจะทำให้ต้นไม้มีโอกาสรอดมากเท่านั้น
วิธีการป้องกันน้ำท่วม-แนวทางแก้ไขหากเกิดน้ำท่วม และข้อควรปฏิบัติหลังน้ำลด มีดังต่อไปนี้
การป้องกันน้ำท่วมสวน
ควรเสริมคันดินรอบนอกให้แข็งแรง
เก็บเกี่ยวต้นไม้อย่าให้มีผลอยู่ติดกับต้น
ตัดแต่งกิ่งให้เหลือใบน้อยลง
ให้ปุ๋ยทางใบที่มีโพแทสเซียมสูง ประมาณ 1-2 ครั้ง
แนวทางแก้ไขหากเกิดน้ำท่วม
– อย่าเหยียบย่ำพื้นดินในบริเวณผลไม้เด็ดขาด
– ทำให้เกิดสภาพน้ำมีการเคลื่อนไหว
– เสริมคันดินและสูบน้ำออก
– ใช้กังหันตีน้ำเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้กับต้นไม้
ข้อควรปฏิบัติหลังน้ำลด
เมื่อระดับน้ำลดแล้ว แต่ดินยังเปียกหรือหมาด ห้ามเดินย่ำผิวดินโดยเด็ดขาด เนื่องจากดินรอบระบบรากยังอิ่มตัวด้วยน้ำ ควรปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน ให้หน้าดินแห้งเสียก่อน เมื่อดินเริ่มหมาดให้ใช้ปุ๋ยทางใบที่มี NPK ในอัตรา 1:1:1 ผสมกับน้ำตาลทราย 1% ฉีดพ่นให้กับต้นไม้ 2-3 ครั้ง ห่างกัน 3 วัน /ครั้ง เพื่อฟื้นคืนสภาพต้นโดยเร็วและเริ่มสร้างระบบรากที่ต้นไม้อย่างรวดเร็ว

cr: decor.mthai.com

ช่องทางการติดต่อ
ก.การช่างทีม คู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาในทุกคำถามเรื่องบ้าน
ก.การช่าง รับสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม และจัดดูแลสวน เชียงใหม่
www.kor-karnchang.com
Phone: 0979692624 , 0955419777, 0954956444
Email: cs@kor-karnchang.com