วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

4 แนวทางสร้างบ้านใหม่


การจะได้บ้านหลังใหม่นั้นมี 4 แนวทาง ไม่ว่าจะเป็นแนวทางที่ง่ายดายหรือหลายขั้นตอน ต่างมีข้อดีและข้อควรคำนึงที่แตกต่างกัน เราจึงควรเลือกวิธีที่เหมาะสมและสามารถตอบโจทย์เราได้ดีที่สุด 
       เมื่อเราตัดสินใจจะสร้างบ้านใหม่สักหนึ่งหลัง และได้รวบรวมความต้องการของสมาชิกแต่ละคนในบ้าน ตั้งงบประมาณในใจ รวมถึงกำหนดช่วงเวลาโดยประมาณที่บ้านจะสร้างเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาสำหรับการเตรียม “แบบบ้าน” หรือ “แบบก่อสร้าง” ไปจนถึงการตัดสินใจเรื่องแนวทางการก่อสร้างบ้าน ก่อนจะดำเนินการยื่นขออนุญาตและลงมือก่อสร้างบ้านในขั้นตอนต่อไป

       4 แนวทางในการได้แบบบ้านและสร้างบ้านใหม่ ได้แก่ การใช้บริการทีมสถาปนิกออกแบบและจัดหาผู้รับเหมา การใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้าน การใช้แบบบ้านฟรี/ซื้อแบบบ้านและจัดหาผู้รับเหมา และการซื้อบ้านสำเร็จรูป ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อควรคำนึงที่แตกต่างกันไป

1. การใช้บริการทีมสถาปนิกออกแบบและจัดหาผู้รับเหมา
การใช้บริการหรือว่าจ้างทีมสถาปนิกออกแบบบ้าน (จะมีทั้งรูปแบบบริษัท (บริษัทออกแบบ) หรือจ้างสถาปนิกอิสระ) ทำให้เราได้แบบบ้านที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและลักษณะเฉพาะตัวของที่ดินแต่ละผืน ผังตัวบ้านเหมาะสมสอดคล้องกับทิศทางแดดลม ตอบโจทย์ความต้องการและวิถีชีวิตของสมาชิกในบ้านได้มากกว่าแบบอื่นๆ และมีรูปแบบไม่ซ้ำใคร ซึ่งสถาปนิกจะออกแบบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างบ้าน (ความสูงอาคาร ระยะถอนร่น การเว้นที่ว่างโดยรอบอาคาร เป็นต้น) โดยจะทำงานประสานกับวิศวกรที่เกี่ยวข้อง ทั้งงานโครงสร้าง งานระบบไฟฟ้า ระบบประปาสุขาภิบาล ฯลฯ เพื่อให้ได้แบบก่อสร้างที่สมบูรณ์  พร้อมลงนามรับรองแบบเพื่อยื่นขออนุญาตก่อสร้าง รวมถึง*จัดทำเอกสารราคากลางค่าก่อสร้าง เป็นที่ปรึกษาตลอดช่วงเวลาการก่อสร้าง และ*เข้ามาดูงานก่อสร้างเป็นระยะ (*ขึ้นอยู่กับข้อตกลงในสัญญาว่าจ้าง)

สำหรับแนวทางนี้ เจ้าของบ้านจะต้องเผื่อเวลาช่วงการออกแบบและจัดทำแบบ รวมถึงเตรียมงบประมาณสำหรับค่าบริการตามมาตรฐานวิชาชีพด้วย นอกจากนี้ ต้องจัดหาผู้รับเหมาและผู้ควบคุมงานก่อสร้างเอง โดยสถาปนิกจะเป็นที่ปรึกษาในการคัดเลือก และในระหว่างงานก่อสร้างควรหลีกเลี่ยงการปรับแก้แบบจากแบบก่อสร้างที่จัดทำไว้ เพื่อควบคุมงบประมาณให้เป็นไปตามที่กำหนด (ควรปรับแก้แบบจนเป็นที่พอใจมากที่สุดก่อนลงมือก่อสร้าง)

*ควรเลือกสถาปนิกและวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่องานที่มีมาตรฐาน
ภาพ: การใช้บริการทีมสถาปนิกออกแบบจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการและขนาดที่ดินแต่ละที่ได้มากกว่าแบบอื่นๆ แต่มีค่าใช้จ่ายในการให้บริการตามมาตรฐานวิชาชีพ
ภาพ: บ้านที่ออกแบบโดยสถาปนิก
ขอขอบคุณ: คุณพรทิพย์ ล้อสีทอง
2. การใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้าน
       อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเจ้าของบ้านคือการว่าจ้างบริษัทรับสร้างบ้านซึ่งเป็นบริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา จัดทำแบบ และก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์เป็นบ้านหนึ่งหลัง มีทั้งสถาปนิก วิศวกร และทีมงานก่อสร้างครบถ้วน แต่ละบริษัทรับสร้างบ้านอาจจะมีวิธีการก่อสร้างที่แตกต่างกัน หรือมีความเฉพาะตัว เช่น บ้านที่ก่อสร้างด้วยระบบโครงสร้างสำเร็จรูป บ้านประหยัดพลังงานที่ใช้วัสดุลดความร้อน บ้านระบบโมดูลาร์ เป็นต้น โดยรูปแบบบริษัทรับสร้างบ้านจะมีอยู่ 2 รูปแบบ รูปแบบแรกคือมีแบบบ้านสำเร็จรูปที่ออกแบบไว้แล้วให้เลือก และก่อสร้างตามแบบนั้นๆ เจ้าของบ้านไม่สามารถปรับแก้แบบได้ หรืออาจทำได้เพียงเล็กน้อย โดยแต่ละแบบจะมีหลายราคาตามสเปควัสดุที่เลือกใช้ รูปแบบที่สองคือมีบริการออกแบบโดยสถาปนิกและก่อสร้างตามแบบ แต่แบบบ้านที่ได้อาจไม่หวือหวาหรือมีแนวคิดโดดเด่นมากนัก เพราะต้องยึดตามวิธีการก่อสร้างบ้านที่บริษัทชำนาญเป็นหลัก

       แนวทางนี้มีข้อดีคือสามารถคุมงบประมาณได้ค่อนข้างแน่นอน เจ้าของบ้านติดต่อกับบริษัทรับสร้างบ้านที่เดียวจบ ไม่ต้องจัดหาผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา ผู้ควบคุมงานก่อสร้างเอง แต่ควรหาที่ปรึกษาคนกลางระหว่างเรากับบริษัทเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้งานก่อสร้างเป็นไปอย่างราบรื่น

*ควรเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่มีความน่าเชื่อถือ มีประวัติผลงานที่ดี 
ภาพ: การใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้าน สะดวกต่อเจ้าของบ้านและช่วยคุมงบประมาณได้ดี
ภาพ: ตัวอย่างบ้านระบบโมดูลาร์พร้อมบริการแบบครบวงจรจาก SCG HEIM
3. การใช้แบบบ้านฟรี ซื้อแบบบ้านและจัดหาผู้รับเหมา
       แบบบ้านฟรีคือแบบบ้านที่เราได้มาจากแหล่งต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ละแบบอาจมีรายละเอียดมากน้อยแตกต่างกัน แบบที่ไม่ละเอียดอาจจะมีเพียงแบบแปลนแต่ละชั้น รูปตัด รูปด้าน ภาพสามมิติหรือทัศนียภาพ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแบบสถาปัตยกรรมที่ยังขาดรายละเอียดอีกมาก และยังไม่มีแบบโครงสร้างและแบบงานระบบที่เกี่ยวข้องด้วย จึงยังไม่สามารถนำไปใช้ก่อสร้างได้ จะต้องว่าจ้างทีมออกแบบให้พัฒนาแบบและจัดทำแบบก่อสร้างเพิ่มเติม ส่วนแบบที่มีรายละเอียดครบถ้วน ส่วนใหญ่จะสามารถนำไปก่อสร้างได้ โดยอาจมีการปรับแบบบางส่วนเพื่อให้เหมาะกับสภาพที่ดินของเรา สำหรับแบบบ้านที่เราซื้อมา จะเป็นแบบบ้านที่มีรายละเอียดครบถ้วน สามารถนำไปก่อสร้างได้จริงเช่นกัน โดยสามารถเลือกซื้อเอกสารราคากลางค่าก่อสร้าง (BOQ) เพิ่มเติมได้ เพื่อนำไปให้ผู้รับเหมาประกวดราคาค่าก่อสร้าง

       ทั้งแบบบ้านฟรีและแบบบ้านซื้อ ส่วนใหญ่จะให้มาพร้อมค่าก่อสร้างที่ทำให้เรารู้งบประมาณคร่าวๆ ได้ แนวทางนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องแบบก่อสร้างลง และยังมีแบบบ้านที่มองเห็นภาพชัดเจนให้เลือกมากมาย แต่แบบบ้านที่ได้ก็อาจจะไม่เหมาะสมลงตัวกับที่ดินของเรา หรืออาจจะไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกทุกคนในบ้านได้ครบถ้วน และเมื่อเราได้แบบบ้านที่พร้อมก่อสร้างแล้ว จะต้องจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้ควบคุมงานก่อสร้างที่ไว้ใจได้ (เช่นเดียวกับแนวทางการใช้บริการสถาปนิกออกแบบ) เพื่อให้เป็นไปตามแบบก่อสร้างและตามแผนงานที่กำหนด ทั้งนี้ ก่อนตัดสินใจเลือกแบบบ้านที่ต้องการ เจ้าของบ้านควรศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องกฎหมายควบคุมอาคารโดยเฉพาะเรื่องระยะถอยร่นต่างๆ ไว้เป็นอย่างดี เพราะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการคัดเลือกแบบบ้านในเบื้องต้น

* หากแบบบ้านที่ได้มามีการออกแบบโครงสร้างใต้ดินไว้แล้ว ควรให้วิศวกรพิจารณาอีกครั้งว่าเหมาะกับสภาพหรือลักษณะดินในพื้นที่ของเราหรือไม่
 
ภาพ: แบบบ้านฟรี/ซื้อแบบบ้าน มีข้อดีคือช่วยลดค่าจัดทำแบบ แต่อาจไม่สัมพันธ์กับขนาดที่ดินและไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกทุกคนในบ้านได้
ภาพ: ตัวอย่างแบบบ้านฟรี SCG
4. การซื้อบ้านสำเร็จรูป 
       “บ้านสำเร็จรูป” หรือที่เรียกกันว่า บ้านพรีแฟบ (Prefab) บ้านน็อคดาวน์ (Knock Down) เป็นบ้านที่ผลิตชิ้นส่วนจากโรงงาน และนำมาติดตั้งหรือประกอบในพื้นที่ก่อสร้าง สามารถก่อสร้างได้รวดเร็ว ควบคุมงบประมาณได้ดี โครงสร้างบ้านมักเป็นวัสดุเบาอย่าง เหล็ก ไม้ หรืออาจเป็นบ้านที่ปรับจากตู้คอนเทนเนอร์ ทั้งนี้ เจ้าของบ้านมักจะต้องเตรียมโครงสร้างใต้ดิน (เสาเข็ม ฐานราก) ระบบไฟฟ้า และระบบประปาสุขาภิบาลรองรับไว้ก่อน

       สำหรับบ้านสำเร็จรูปโดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนแบบบ้านได้ รวมถึงวัสดุก่อสร้างก็มักจะถูกกำหนดตายตัวเป็นมาตรฐาน เจ้าของบ้านอาจเปลี่ยนได้เพียงสีสัน หรือรุ่นตามที่บริษัทกำหนดเท่านั้น นอกจากนี้ ควรพิจารณาเรื่องที่ตั้งหรือไซต์ก่อสร้างว่ารถหกล้อหรือรถเครนสามารถเข้าถึงได้หรือไม่ (เนื่องจากจะต้องใช้รถหกล้อหรือรถเครนที่มีขนาดใหญ่ในการขนส่งบ้าน หรือชิ้นส่วนต่างๆ ที่นำมาประกอบเป็นบ้าน) มีความสะดวกในการเดินทางขนส่งมากน้อยเพียงใด (หากอยู่ในซอยลึก ถนนแคบ เข้าถึงยาก จะไม่เหมาะกับบ้านสำเร็จรูป) รวมถึงมีข้อจำกัดหากต้องการปรับปรุงหรือต่อเติมในอนาคต
 
ภาพ: แบบบ้านที่ได้จากการซื้อบ้านสำเร็จรูปนั้น จะมีแบบให้เลือกค่อนข้างจำกัด
เมื่อตัดสินใจเลือกวิธีการจนได้แบบบ้านหรือแบบก่อสร้างที่สมบูรณ์แล้ว ก็สามารถเตรียมตัวสำหรับการยื่นขออนุญาตก่อสร้าง และหาผู้รับเหมาได้เลย
 
*การยื่นขออนุญาตก่อสร้าง สำหรับบ้านพักอาศัยไม่เกินสองชั้นและมีพื้นที่ทุกชั้นในหลังเดียวรวมกันไม่เกิน 150 ตารางเมตร จะได้รับการยกเว้นในการแนบแบบก่อสร้างในการขออนุญาตก่อสร้าง โดยแนบเฉพาะผังบริเวณแสดงที่ตั้งอาคารโดยสังเขป และสำเนาเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน พร้อมใบคำขออนุญาตก่อสร้าง และไม่จำเป็นต้องมีสถาปนิกควบคุมงาน 
CR: scgbuildingmaterials.com

ช่องทางการติดต่อ
เคพี โฮมบิวเดอร์ คู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาในทุกคำถามเรื่องบ้าน
เคพี โฮมบิวเดอร์ รับสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม และจัดดูแลสวน เชียงใหม่
Phone: 📱0979692624 📱095-495-6444 📱099-141-9624
Line:@kphomebuilder
IG: kp_home_builder
FB: kphomebuilder
www.kp-homebuilder.com
เค พี โฮม บิวเดอร์ รับออกแบบ รับสร้างบ้าน อาคารพาณิชย์ 🏗 🏠 🏢
เปิดทำการทุกวัน เวลา 8.00 น. - 17.00น.
"เราต้องการให้คนไทยมีบ้านคุณภาพในราคาที่ไม่แพง เสร็จตามเวลา"
#รับเหมาก่อสร้าง #ก่อสร้าง #งานก่อสร้าง #ช่างก่อสร้าง #สร้างบ้าน#บริษัทรับสร้างบ้านคุณภาพ #แบบบ้านสวย #สร้างบ้านตามความคิดคุณ#เคพีโฮมบิวเดอร์ #kphomebuilder #กการช่าง #kpassetdeveloper

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561

รีโนเวทบ้านหรือสร้างใหม่ อะไรดีกว่ากัน

       รีโนเวทบ้านหรือสร้างใหม่ อะไรดีกว่ากัน 



       บ้าน เมื่ออยู่อาศัยไปซักระยะหนึ่ง ก็อาจทรุดโทรมลงไปบ้างตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเกิดการรั่วซึมตามจุดต่างๆ บ้านมีรอยร้าว หรือบางอย่างเก่าไปใช้งานไม่ได้ดีเหมือนเก่า 

        แต่หากเรายังต้องการอยู่ที่นี่ต่อไป เพราะบ้านนี้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและมีความสะดวกสบายในด้านต่างๆ เช่น สภาพแวดล้อมดี เดินทางสะดวก ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ใกล้ทางด่วน คงถึงเวลาที่ต้องคิดว่าจะซ่อมแซมปรับปรุงให้ดี หรือจะทุบแล้วสร้างใหม่ให้ตรงกับความต้องการ


cr: scgbuildingmaterials.com




ช่องทางการติดต่อ
เคพี โฮมบิวเดอร์ คู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาในทุกคำถามเรื่องบ้าน
เคพี โฮมบิวเดอร์ รับสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม และจัดดูแลสวน เชียงใหม่
Phone: 📱0979692624 📱095-495-6444 📱099-141-9624
Line:@kphomebuilder
IG: kp_home_builder
FB: kphomebuilder
www.kp-homebuilder.com
เค พี โฮม บิวเดอร์ รับออกแบบ รับสร้างบ้าน อาคารพาณิชย์ 🏗 🏠 🏢
เปิดทำการทุกวัน เวลา 8.00 น. - 17.00น.
"เราต้องการให้คนไทยมีบ้านคุณภาพในราคาที่ไม่แพง เสร็จตามเวลา"
#รับเหมาก่อสร้าง #ก่อสร้าง #งานก่อสร้าง #ช่างก่อสร้าง #สร้างบ้าน#บริษัทรับสร้างบ้านคุณภาพ #แบบบ้านสวย #สร้างบ้านตามความคิดคุณ#เคพีโฮมบิวเดอร์ #kphomebuilder #กการช่าง #kpassetdeveloper

วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

3 ปัจจัย สร้างสภาวะอยู่สบายให้กับบ้าน

3 ปัจจัย สร้างสภาวะอยู่สบายให้กับบ้าน

มาทำความรู้จักกับ 3 ปัจจัย ที่จะช่วยสร้าง “สภาวะอยู่สบาย” ให้กับบ้าน เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่ทวีความร้อนเพิ่มมากขึ้นทุกปี 
       เพราะเมืองไทยเป็นเมืองที่อากาศร้อนตลอดเกือบทั้งปี หากกล่าวถึง “สภาวะอยู่สบาย” หลายๆ คนจึงอาจเข้าใจว่า แค่การทำให้อุณหภูมิของบ้านลดลง ก็จะทำให้เกิดสภาวะอยู่สบายแล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้น สภาวะอยู่สบายจะต้องประกอบไปด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น อุณหภูมิ ความเร็วลม ความชื้น การแต่งกาย กิจกรรมที่ทำ เป็นต้น

       สภาวะอยู่สบายคือ สภาวะของช่วงอุณหภูมิและความชื้นของอากาศที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกสบาย ไม่ร้อน ไม่เหนียวเหนอะหนะ หรือไม่สบายเนื้อสบายตัว ซึ่งประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบหลักคือ อุณหภูมิ ความชื้น และแรงลมที่มากระทบตัวเรา เช่น บางครั้งเราไปยืนชายทะเลที่อุณหภูมิไม่ร้อน มีลมพัดผ่าน แต่มีความชื้นมากเกินไป เราก็จะรู้สึกไม่สบายตัว แต่ถ้าเราอยู่ในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศเราจะรู้สึกสบาย เพราะเครื่องปรับอากาศนั้นให้ความเย็น และมีการเป่าลมออกมาเพื่อให้อากาศเคลื่อนไหว ในขณะเดียวกันก็ดูดความชื้นออกไปด้วย เราจึงรู้สึกสบาย แต่บางครั้งก็ทำให้ค่าไฟฟ้าขึ้นเอาแบบไม่รู้ตัว ดังนั้นการสร้างสภาวะอยู่สบายสำหรับการอยู่อาศัยในบ้านเราควรคำนึงถึงปัจจัยทั้ง 3 อย่าง ดังต่อไปนี้

       1. การป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน (Heat Shield Technology) โดยส่วนที่สำคัญของบ้านคือ หลังคา ฝ้า และผนัง เมื่อแสงแดดส่องลงมาจะกระทบหลังคาซึ่งอยู่บนสุดและมีขนาดพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ หลังคาจึงมีผลอย่างมากต่ออุณหภูมิภายในบ้าน การติดตั้ง แผ่นสะท้อนความร้อน เอสซีจี จึงช่วยป้องกันบ้านร้อนได้ตรงจุด ด้วยการสกัดร้อน สะท้อนกลับ สามารถสะท้อนรังสีความร้อนได้สูงถึง 95% และติดตั้ง ฉนวนกันความร้อน เอสซีจี รุ่น STAY COOL บริเวณเหนือฝ้าเพดาน เพื่อป้องกันความร้อนที่มาจากโถงหลังคา ผ่านฝ้าเพดานลงมาสู่ภายในบ้าน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยระบายความร้อนภายในโถงหลังคาออกสู่ภายนอกบ้านได้ด้วยการทำช่องระบายความร้อน เช่น ทำช่องระบายอากาศทางหน้าบัน ใช้ ฝ้าสมาร์ทบอร์ด เอสซีจี รุ่นระบายอากาศ หรือทำระแนงระบายอากาศ เป็นต้น 
ภาพ: แผ่นสะท้อนความร้อนอะลูมิเนียมฟอยล์ และฉนวนใยแก้วกันความร้อน

ภาพ: การทำช่องทางระบายอากาศบริเวณหลังคา นับเป็นการลดความร้อนด้วยกลไกทางธรรมชาติ

ภาพ: (ซ้าย) ตัวอย่างการเล่นแพทเทิร์นลวดลาย ของฝ้าชายคาระบายอากาศ และ (ขวา) การติดตั้งไม้ระแนงระบายอากาศใต้ชายคา
       ส่วนการลดความร้อนที่ผนังนั้น เราควรเลือกใช้วัสดุก่อผนังที่มีค่าการสะสมความร้อนต่ำอย่าง อิฐมวลเบา Q-Con โดยที่ผนังภายนอกบ้านควรทาสีโทนอ่อนหรือโทนสว่าง เช่น สีขาว สีครีม สีพาสเทล หรือเลือกใช้สีสะท้อนความร้อน หรือติดตั้งผนังเบาพร้อมฉนวนกันความร้อนเพิ่มเติมที่ผนังด้านที่โดนแดดจัด เพื่อการป้องกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น     
ภาพ: เลือกใช้ อิฐมวลเบา Q-Con หรือติดตั้งผนังเบาพร้อมฉนวนกันความร้อนเพิ่มเติม ช่วยป้องกันความร้อนได้ดียิ่งขึ้น
       2. การถ่ายเทอากาศ หรือ การระบายอากาศ (Ventilation) ภายในบ้านควรมีการถ่ายเทอากาศ เพื่อระบายความร้อน ช่วยให้อากาศภายในบ้านดีขึ้นและไม่อับชื้น โดยปกติหน้าต่างมักทำหน้าที่หลักในการถ่ายเทอากาศเข้า-ออก แต่เมื่อผู้อยู่อาศัยจำเป็นต้องปิดหน้าต่าง หรืออยู่ในบ้านที่มีหน้าต่างน้อย อาจทำให้อากาศไม่สามารถถ่ายเทได้ดีเท่าที่ควร จึงทำให้บ้านร้อนอบอ้าวและรู้สึกไม่สบายตัว ทั้งนี้เราสามารถติดตั้ง Active AIRflow™ System นวัตกรรมการถ่ายเทอากาศและระบายความร้อนออกจากตัวบ้านและโถงหลังคา เพื่อเร่งกลไกการระบายอากาศและความร้อนออกจากตัวบ้านได้อย่างรวดเร็ว ทำให้บ้านมีอากาศถ่ายเทตลอดเวลาแม้จะปิดบ้านไว้ตลอดทั้งวัน ภายในบ้านไม่อบอ้าวหรืออับชื้น ช่วยลดการสะสมเชื้อโรคและอากาศเสียภายใน และจากอุณหภูมิห้องที่เย็นเร็วขึ้น จึงช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศได้ถึง 16-20%
ภาพ: ตัวอย่างทิศทางการหมุนเวียนอากาศภายในบ้าน และการระบายความร้อนออกจากตัวบ้านของ Active AIRflow™ System 
       3. ภูมิทัศน์และพื้นที่สีเขียว (Green Landscape) การมีพื้นที่สีเขียวบริเวณรอบๆ บ้าน ด้วยการปลูกต้นไม้ใหญ่ หรือการเพิ่มพื้นที่สีเขียว นอกจากจะช่วยให้บ้านดูสดชื่นมีชีวิตชีวาแล้ว ยังช่วยลดความร้อนรอบๆ บ้าน ทำให้ภายในบ้านเย็นขึ้นอีกด้วย หรือหากบ้านไหนมีพื้นที่น้อย อาจเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วย สวนแนวตั้ง เอสซีจี รุ่น Modular Green Hive ที่ออกแบบมาให้ติดตั้งและดูแลรักษาง่าย เหมาะกับวิถีชีวิตของคนเมืองในปัจจุบัน 
ภาพ: พื้นที่สีเขียวรอบๆ บ้าน และต้นไม้ใหญ่ สร้างบรรยากาศที่สดชื่น ร่มรื่น และให้ร่มเงากับบ้าน

ภาพ: สวนแนวตั้ง ใช้พื้นที่น้อยและดูแลรักษาง่าย สามารถเลือกพรรณไม้ที่ชอบมาจัดแต่งผสมผสานให้มีหลากสีสันได้ตามต้องการ
       จะเห็นได้ว่า การทำให้บ้านเกิดสภาวะอยู่สบายนั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้จากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่ต้องประกอบไปด้วยหลายๆ ปัจจัยดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงจะทำให้บ้านเกิดสภาวะอยู่สบาย และถือว่าเป็นการช่วยประหยัดพลังงานได้ในอีกทางหนึ่งด้วย


cr: scgbuildingmaterials.com
 
 
ช่องทางการติดต่อ
ก.การช่างทีม คู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาในทุกคำถามเรื่องบ้าน
ก.การช่าง รับสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม และจัดดูแลสวน เชียงใหม่
www.kor-karnchang.com
Phone: 0979692624 , 0955419777, 0954956444
Email: cs@kor-karnchang.com

วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

8 สิ่งควรทำ! เมื่อคิดแต่งห้องเพื่อ ผู้สูงอายุ ให้อยู่สบายและปลอดภัย


8 สิ่งควรทำ! เมื่อคิดแต่งห้องเพื่อ ผู้สูงอายุ ให้อยู่สบายและปลอดภัย

ผู้สูงอายุ รถเข็น ราวจับ วัยเกษียณ ห้องครัว ห้องน้ำ เฟอร์นิเจอร์ แต่งห้อง แบบคอนโด แปลนห้อง 
บ้านพักคนชราไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เมื่อเทรนด์สังคมไทยเริ่มเปลี่ยน จากข้อมูลที่มีการคาดการณ์ว่า ปัจจุบันมีจำนวน ผู้สูงอายุ 11.2 ล้านคน หรือประมาณ 17.1% และคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีคือ 2565 จะมีผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 13.6 ล้านคนหรือประมาณ 20.6% ซึ่งถือว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราจะเตรียมพร้อมที่อยู่อาศัยสำหรับวัยเกษียณอย่างไร ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและไม่เหงา ลองมาดูไอเดีย และสไตล์การตกแต่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ จากเมืองแนวคิดใหม่เพื่อวัยเกษียณ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เพื่อนำไปปรับใช้ดูแลผู้ใหญ่ในครอบครัวของเราให้มีคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัยมากขึ้นกันค่ะ
1.ความฝืดของพื้น
หากเป็นพื้นไม้ ก็ไม่ควรจะขัดให้มันวาว เพราะเสี่ยงต่อการลื่นล้ม ปัจจุบันมีน้ำยาลดความวาวและความลื่นใช้ได้ทั้งแบบฉีดและทาตามวิธีการใช้งานข้างภาชนะบรรจุ หากต้องการปูพื้นด้วยกระเบื้องก็ควรเลือกปูกระเบื้องชนิดที่กันลื่นได้ อย่าง กระเบื้องยางเกรด R9 ขึ้นไป หากเป็นพื้นที่เปียกเสี่ยงต่อการลื่นล้มได้ง่าย ก็ควรเลือก กระเบื้องยางเกรด R 12 สำหรับพื้นที่เปียกอย่างห้องน้ำ ห้องครัว แต่หากต้องการปูพรมก็ควรติดขอบหรือมุมของพรมให้แน่น ไม่นูนหรือเผยอขึ้นมาอันจะทำให้สะดุดล้มได้
ติดตั้งราวจับ
ติดตั้งราวจับ

2.ติดตั้งราวจับ
ควรต้องติดราวจับในระดับ 80 – 90 เซนติเมตร ตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงโถส้วมหรือจุดอาบน้ำ เพื่อให้ยึดจับแทนการไปจับอุปกรณ์สุขภัณฑ์ต่างๆ เช่น อ่างล้างหน้า ราวแขนผ้า ที่ใส่สบู่ หรือโถส้วม เพราะสุขภัณฑ์เหล่านี้อาจหลุดออกมาและเป็นอันตรายได้ โดยตัวราวจับและสกรูยึดติดผนัง ก็ควรที่จะต้องรับน้ำหนักเหนี่ยวตัวลุกยืนได้สูงเช่นกัน
พื้น
3. เลี่ยงพื้นต่างระดับ
ควรทำทางลาดควบคู่กันไปในทุกตำแหน่งที่มีการเปลี่ยนระดับ ความลาดชันของทางลาดต้องไม่เกิน 1 : 12 หมายความว่า หากพื้นต่างระดับ 1 เมตร ต้องมีทางลาดยาว 12 เมตร เป็นต้น เพราะร่างกายผู้สูงอายุไม่อำนวยต่อการยกเท้าเดิน หรือ กะจังหวะย่างเท้าให้พอดีได้อย่างคนรุ่นหนุ่มสาว
เฟอร์นิเจอร์
เฟอร์นิเจอร์
4.ความสูงของเฟอร์นิเจอร์
ผู้สูงอายุบางท่านอาจจะจำเป็นต้องใช้รถเข็นในบางกรณี ดังนั้นเฟอร์นิเจอร์อย่าง โต๊ะ ก็ต้องลดระดับลงมาจากความสูงของโต๊ะปกติเล็กน้อย หน้าโต๊ะควรสูงประมาณ 75 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่ใต้โต๊ะควรมีความสูงไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร ไม่ควรมีลิ้นชัก และมีความลึกมากกว่า 40 เซนติเมตร เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถเข็นรถเข้าไปใช้งานได้สะดวกนั่นเอง ส่วนเตียงนอนควรสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้พอดีกับสรีระ การลุก – นั่ง ที่พอดีต่อการใช้งาน
ระบบสัญญาณเตือน
5.สิ่งอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัย
ยุคก่อนมักใช้กระดิ่ง หรือ กริ่งออด ติดตั้งตามจุดต่างๆ ภายในบ้าน อย่าง ตามหัวเตียง ห้องน้ำ หากแต่ในยุคเทคโนโลยี 4.0 นี้ ก็มีระบบแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่สามารถเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนรองรับการใช้งานให้ง่ายดายสะดวกสบายขึ้น โดยอาจเป็นเพียงสายรัดข้อมือที่จะส่งระบบคำเตือนไปยังผู้ดูแลเมื่อมีสัญญาณว่า ผู้สูงอายุอาจล้ม หรือ ได้รับอุบัติเหตุได้ เพื่อการเข้ามาดูแลปฐมพยาบาลได้ทันถ่วงที
แสงสว่าง
แสงสว่าง
6. แสงสว่างที่ไม่จ้าเกินไป
ผู้สูงอายุมักไม่ชอบแสงสว่างที่จ้าเกินไป เพราะผู้สูงอายุนั้นจะมีสายตาที่ตอบรับกับแสงสว่างช้ากว่าคนหนุ่มสาว ดังนั้นควรตกแต่งห้องให้ใช้แสงสว่างจากธรรมชาติให้มากที่สุด และติดตั้งหลอดไฟที่มีแสงนวลตา อย่างแสงสีส้ม หรือ สีโทนเหลือง เพื่อถนอมสายตาผู้สูงอายุ เป็นต้น
บานประตู
บานประตู
7. ขนาดประตูที่กว้างกว่าปกติ
สำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุ บานประตูต้องกว้างอย่างน้อย 90 เซนติเมตร เพื่อให้รถเข็นหรือเตียงเข็นเข้า – ออกได้สะดวก
8. ปุ่มสวิตช์ไฟขนาดใหญ่
ปุ่มสวิตช์ไฟควรมีขนาดใหญ่เพื่อให้เห็นง่ายชัดเจน และควรอยู่ใกล้ๆ กัน เพื่อความสะดวกในการใช้งาน


แปลนห้อง
แปลนห้อง 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น ขนาด 63 – 66 ตร.ม. ของโครงการ Jin Wellbeing County

และเนื่องจากโครงการนี้สร้างขึ้นเพื่อรองรับ ผู้สูงอายุ วัยเกษียณ เป็นหลัก ดังนั้น ด้านการออกแบบอาคาร การตกแต่งภายใน รวมไปถึงการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมของที่นี่จึงคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุเป็นอันดับแรก  แต่อย่างไรก็ดี นอกจากการดูแลสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยทางด้านกายภาพให้มีความเป็นอยู่ที่ดีแล้ว การดูแลทางด้านสุขภาพจิตใจให้ดีตามก็เป็นสิ่งสำคัญ การได้เข้าสังคม พบปะเพื่อนฝูง มีกิจกรรมต่างๆ ให้ได้ทำ จะทำให้ผู้สูงอายุวัยเกษียณเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง รู้สึกตนเองมีคุณค่า มีความหมาย และห่างไกลจากภาวะซึมเศร้าได้ด้วยเช่นกันค่ะ
สถานที่ถ่ายทำ : ห้องตัวอย่างโครงการ Jin Wellbeing County

cr: mthai.com

ช่องทางการติดต่อ
ก.การช่างทีม คู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาในทุกคำถามเรื่องบ้าน
ก.การช่าง รับสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม และจัดดูแลสวน เชียงใหม่
www.kor-karnchang.com
Phone: 0979692624 , 0955419777, 0954956444
Email: cs@kor-karnchang.com

วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

5 อีเว้นท์เพื่อคนรักบ้าน รวมของดี ลดราคา เดือนธันวาคม 2560

ข่าวเกี่ยวกับบ้าน

         รวมงานอีเว้นท์ดี ๆ สำหรับคนรักบ้านและเหล่านักช้อป เพราะมีที่โปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับบ้านและคอนโด อีกทั้งยังคับคั่งไปด้วยข้าวของใช้ในบ้าน เครื่องใช้ในครัวเรือน ของแต่งบ้าน และเฟอร์นิเจอร์ลดราคาเพียบ
 
          ใกล้จะเริ่มต้นปีใหม่กันแล้ว ใครที่อยากหาบ้าน คอนโด ทาวน์โฮม ทาวเฮ้าส์หลังใหม่ ทั้งเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อลงทุน รวมถึงยังมองหาข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน ของแต่งบ้าน และเฟอร์นิเจอร์ลดราคา ต้องไม่พลาดเหล่างานอีเว้นท์ที่กระปุกดอทคอมได้รวบรวมมาฝากกันในวันนี้ เพราะบอกได้เลยว่ามีงานของลดราคาตลอดทั้งเดือน เอาเป็นว่าจะมีงานไหน จัดเมื่อไหร่ และจัดที่ใดบ้าง มาดูแล้วไปช้อปส่งท้ายปีกันเลย

ข่าวเกี่ยวกับบ้าน
ภาพจาก ottobysci

1. Plastic ware Sale by OTTO

          ใครที่กำลังมองหาข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน ของฝาก หรือของขวัญปีใหม่ ไม่ควรพลาดมหกรรมลดล้างสต็อก Plastic ware Sale by OTTO ด้วยประการทั้งปวง เพราะงานนี้เขาจัดหนักจัดเต็ม ขนสินค้าพลาสติกเกรด A มาลดราคามากถึง 50% ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน-12 ธันวาคม 2560 ณ บริษัท สยามชัยเจริญอุตสาหกรรม จำกัด ซอยจอมทอง 3 เขตจอมทอง

ข่าวเกี่ยวกับบ้าน
ภาพจาก thailandexhibition

2. Home in Style 2017


          งานที่รวบรวมบ้านและคอนโดคุณภาพดี ทำเลเด่น จากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยมาให้ทุกคนได้จับจองเป็นเจ้าของทั้งเพื่ออยู่อาศัยและลงทุน โดยภายในงานจะมีข้อเสนอสุดพิเศษให้มากมาย ซึ่งสามารถเข้าร่วมงานได้ตามวันที่ดังนี้

          - Home in Style 2017 @Pinklao Ep.3 ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน-4 ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า

          - Home in Style 2017 @Mega Bangna Ep.4 ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน-6 ธันวาคม 2560 ณ เมกา บางนา

          - Home in Style 2017 @Central Rama9 ระหว่างวันที่ 1-7 ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 9

ข่าวเกี่ยวกับบ้าน
ภาพจาก srithaisuperware

3. มหกรรมสินค้าซุปเปอร์แวร์ ลด 30-80%

          มหกรรมสินค้าซุปเปอร์แวร์ ลด 30-80% โดย บมจ. ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ เป็นอีกหนึ่งงานลดราคาข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านที่คุณไม่ควรพลาด เพราะภายในงานจะมีสินค้าซุปเปอร์แวร์ทั้งเมลามีนและพลาสติก ซึ่งเหลือจากการส่งออกมาให้ทุกคนช้อปในราคาถูกได้อย่างเต็มที่ ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน-11 ธันวาคม 2560 ณ บริเวณโรงงาน ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ (สุขสวัสดิ์ 36) เขตราษฎร์บูรณะ


4. มหกรรมอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการลงทุน 2017 

          มหกรรมอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการลงทุน 2017 หรือthailand property best buy EXPO 2017  เป็นงานที่รวบรวมอสังหาริมทรัพย์ที่น่าลงทุนจากทั่วประเทศมาไว้ในภายในงานเดียว รวมถึงยังมีสัมมนาและกิจกรรมสันทนาการฟรี ตลอดจนมีกิจกรรมให้ร่วมประมูลทรัพย์ราคาพิเศษหลากหลายโครงการเลยด้วย งานนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจจะลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างมาก โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ระหว่างวันที่ 2-4 ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์

ข่าวเกี่ยวกับบ้าน
ภาพจาก IKEA

5. IKEA Year-End Sale

          มหกรรมลดราคาสินค้าจาก IKEA ห้างเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้างจากสวีเดน ที่ยกทัพสินค้ายอดนิยมกว่า 627 รายการมาให้คนรักบ้านได้ช้อปกันในราคาสบายกระเป๋า ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างก็ไปพบกันได้ในระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม-7 มกราคม 2560 ณ อิเกีย เมกาบางนา และอิเกีย ภูเก็ต

ข่าวเกี่ยวกับบ้าน

5. Home & Design @ MEGA Bangna

          เพื่อเป็นการต้อนรับปีใหม่ งาน Home & Design จึงได้จัดงานรวบรวมของใช้และของตกแต่งบ้านหลากหลายดีไซน์ ในราคาถูก มาเอาใจคนรักบ้านและเหล่านักช้อปที่ต้องการจะซื้อเป็นของขวัญวันปีใหม่ให้ตัวเองและให้คนอื่นโดยเฉพาะ บอกเลยว่าไม่ไปพลาดมาก เพราะนอกจากจะมีสินค้าให้เลือกซื้ออย่างจุใจแล้ว คุณยังจะพบกับข้อเสนอสุดพิเศษอีกมากมาย  โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 ธันวาคม 2560-3 มกราคม 2561 ณ บริเวณ Homepro Walkway ชั้น 1 ศูนย์การค้าเมกาบางนา
 
          มีงานเกี่ยวกับบ้านให้เลือกชม เลือกช้อปมากมายขนาดนี้ ใครชอบแบบไหน สะดวกที่ใด ก็ไปช้อปเพลิน ๆ ส่งท้ายปีกันได้ตามสะดวกเลยนะคะ
 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก thailandexhibition, ottobysci, srithaisuperware, เฟซบุ๊ก มหกรรมอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการลงทุน, Thailand Property Best Buy Expo 2017 และ เฟซบุ๊ก JT Organizer ออกบูธพื้นที่โปรโมชั่น
 
cr: kapook.com
 
 
ช่องทางการติดต่อ
ก.การช่างทีม คู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาในทุกคำถามเรื่องบ้าน
ก.การช่าง รับสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม และจัดดูแลสวน เชียงใหม่
www.kor-karnchang.com
Phone: 0979692624 , 0955419777, 0954956444
Email: cs@kor-karnchang.com
 
 

วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2560

9 ไม้มงคล สำหรับใช้ในพิธี ยกเสาเอก สร้างบ้าน สร้างศาลพระภูมิ

9 ไม้มงคล สำหรับใช้ในพิธี ยกเสาเอก สร้างบ้าน สร้างศาลพระภูมิ 

ต้นไม้ ต้นไม้มงคล ยกเสาเอก สร้างบ้าน สร้างศาลพระภูมิ ไม้มงคล

ตามความเชื่อของชาวไทยที่สืบต่อกันมา เรื่องของขวัญกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะทำการใดในชีวิตก็ตาม ต้องมีธรรมเนียมพิธีการเอาฤกษ์เอาชัยก่อน เพื่อนำความเป็นสิริมงคลมาสู่ชีวิต เช่นเดียวกันกับ การปลูกบ้านปลูกเรือน เป็นที่พำนักพักพิง อยู่อาศัย ต้องมีการทำพิธีมงคลก่อนสร้างบ้าน หรือ สร้างศาลพระภูมิ  ด้วยการ ยกเสาเอก ก่อนจึงจะสร้างบ้านได้ เพื่อให้คนในบ้านอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข โดยในพิธียกเสาเอกนี้ จะใช้ไม้มงคล 9 ชนิด ปักกับพื้นดิน ซึ่งต้นไม้ทั้ง 9 มีชื่อเป็นมงคลนาม ดังนี้
ต้นราชพฤกษ์
1. ไม้ราชพฤกษ์ (อาคเนย์) หมายถึง ความเป็นใหญ่และมีอำนาจวาสนา  เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำชาติไทย
คนโบราณเชื่อว่าควรปลูกต้นราชพฤกษ์ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของที่อยู่อาศัย เพื่อเสริมอำนาจ วาสนา ช่วยให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ซึ่งความเป็นจริงคือทิศดังกล่าวจะได้รับแดดจัดตลอดช่วงบ่าย จึงควรปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ลดความร้อนและทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น
นอกจากนี้มีความเชื่อว่า ใบของต้นราชพฤกษ์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะในพิธีทางไสยศาสตร์ให้ใบทำน้ำพุทธมนต์สะเดาะเคราะห์ได้ผลดีดังนั้นจึงถือว่าต้นราชพฤกษ์เป็นไม้มงคลนาม
ต้นขนุน
2. ไม้ขนุน (เหนือ) หมายถึง หนุนให้ดีขึ้นร่ำรวยขึ้น ทำอะไรจะมีผู้ให้การเกื้อหนุน
ต้นชัยพฤกษ์
3. ไม้ชัยพฤกษ์ (ตะวันออก) หมายถึง การมีโชคชัย ชัยชนะ
ต้นปาริชาติ
4. ไม้ทองหลาง (ศูนย์กลาง) หมายถึง การมีเงินมีทอง
ไผ่สีสุก
5. ไม้ไผ่สีสุก (พายัพ) ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หมายถึง มีความสุข
ต้นทรงบาดาล
6. ไม้ทรงบาดาล (อิสาน) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หมายถึง ความมั่นคง หรือทำให้บ้านมั่นคงแข็งแรง
ต้นสัก
7. ไม้สัก (ทักษิณ) ทิศใต้ หมายถึง  ความมีศักดิ์ศรี ความมีเกียรติ
ต้นพะยูง
8. ไม้พะยูง (หรดี) ทิศตะวันตกเฉียงใต้ หมายถึง การพยุงฐานะให้ดีขึ้น
ต้นกันเกรา
9. ไม้กันเกรา (ปัจฉิม) ทิศตะวันตก หมายถึง ป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ตำเสา ซึ่งอาจหมายถึง ทำให้เสาเรือนมั่นคง
ปัจจุบัน นอกจากจะใช้ปักดินในพิธียกเสาเอกแล้ว ยังนิยมปลูกในสวนของบ้านที่มีบริเวณกว้าง เพื่อเสริมมงคล ให้กับผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน ตามทิศที่ได้กล่าวมาด้วยค่ะ  ส่วนรายละเอียดในพิธียกเสาเอกนั้นต้องเตรียมอะไร และมีขั้นตอนการประกอบพิธีอย่างไรบ้าง Decor.MThai จะมาบอกรายละเอียดอีกครั้งในคอนเทนต์หน้านะคะ ^ ^
cr: decor.mthai.com



ช่องทางการติดต่อ
ก.การช่างทีม คู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาในทุกคำถามเรื่องบ้าน
ก.การช่าง รับสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม และจัดดูแลสวน เชียงใหม่
www.kor-karnchang.com
Phone: 0979692624 , 0955419777, 0954956444
Email: cs@kor-karnchang.com