วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

4 แนวทางสร้างบ้านใหม่


การจะได้บ้านหลังใหม่นั้นมี 4 แนวทาง ไม่ว่าจะเป็นแนวทางที่ง่ายดายหรือหลายขั้นตอน ต่างมีข้อดีและข้อควรคำนึงที่แตกต่างกัน เราจึงควรเลือกวิธีที่เหมาะสมและสามารถตอบโจทย์เราได้ดีที่สุด 
       เมื่อเราตัดสินใจจะสร้างบ้านใหม่สักหนึ่งหลัง และได้รวบรวมความต้องการของสมาชิกแต่ละคนในบ้าน ตั้งงบประมาณในใจ รวมถึงกำหนดช่วงเวลาโดยประมาณที่บ้านจะสร้างเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาสำหรับการเตรียม “แบบบ้าน” หรือ “แบบก่อสร้าง” ไปจนถึงการตัดสินใจเรื่องแนวทางการก่อสร้างบ้าน ก่อนจะดำเนินการยื่นขออนุญาตและลงมือก่อสร้างบ้านในขั้นตอนต่อไป

       4 แนวทางในการได้แบบบ้านและสร้างบ้านใหม่ ได้แก่ การใช้บริการทีมสถาปนิกออกแบบและจัดหาผู้รับเหมา การใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้าน การใช้แบบบ้านฟรี/ซื้อแบบบ้านและจัดหาผู้รับเหมา และการซื้อบ้านสำเร็จรูป ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อควรคำนึงที่แตกต่างกันไป

1. การใช้บริการทีมสถาปนิกออกแบบและจัดหาผู้รับเหมา
การใช้บริการหรือว่าจ้างทีมสถาปนิกออกแบบบ้าน (จะมีทั้งรูปแบบบริษัท (บริษัทออกแบบ) หรือจ้างสถาปนิกอิสระ) ทำให้เราได้แบบบ้านที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและลักษณะเฉพาะตัวของที่ดินแต่ละผืน ผังตัวบ้านเหมาะสมสอดคล้องกับทิศทางแดดลม ตอบโจทย์ความต้องการและวิถีชีวิตของสมาชิกในบ้านได้มากกว่าแบบอื่นๆ และมีรูปแบบไม่ซ้ำใคร ซึ่งสถาปนิกจะออกแบบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างบ้าน (ความสูงอาคาร ระยะถอนร่น การเว้นที่ว่างโดยรอบอาคาร เป็นต้น) โดยจะทำงานประสานกับวิศวกรที่เกี่ยวข้อง ทั้งงานโครงสร้าง งานระบบไฟฟ้า ระบบประปาสุขาภิบาล ฯลฯ เพื่อให้ได้แบบก่อสร้างที่สมบูรณ์  พร้อมลงนามรับรองแบบเพื่อยื่นขออนุญาตก่อสร้าง รวมถึง*จัดทำเอกสารราคากลางค่าก่อสร้าง เป็นที่ปรึกษาตลอดช่วงเวลาการก่อสร้าง และ*เข้ามาดูงานก่อสร้างเป็นระยะ (*ขึ้นอยู่กับข้อตกลงในสัญญาว่าจ้าง)

สำหรับแนวทางนี้ เจ้าของบ้านจะต้องเผื่อเวลาช่วงการออกแบบและจัดทำแบบ รวมถึงเตรียมงบประมาณสำหรับค่าบริการตามมาตรฐานวิชาชีพด้วย นอกจากนี้ ต้องจัดหาผู้รับเหมาและผู้ควบคุมงานก่อสร้างเอง โดยสถาปนิกจะเป็นที่ปรึกษาในการคัดเลือก และในระหว่างงานก่อสร้างควรหลีกเลี่ยงการปรับแก้แบบจากแบบก่อสร้างที่จัดทำไว้ เพื่อควบคุมงบประมาณให้เป็นไปตามที่กำหนด (ควรปรับแก้แบบจนเป็นที่พอใจมากที่สุดก่อนลงมือก่อสร้าง)

*ควรเลือกสถาปนิกและวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่องานที่มีมาตรฐาน
ภาพ: การใช้บริการทีมสถาปนิกออกแบบจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการและขนาดที่ดินแต่ละที่ได้มากกว่าแบบอื่นๆ แต่มีค่าใช้จ่ายในการให้บริการตามมาตรฐานวิชาชีพ
ภาพ: บ้านที่ออกแบบโดยสถาปนิก
ขอขอบคุณ: คุณพรทิพย์ ล้อสีทอง
2. การใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้าน
       อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเจ้าของบ้านคือการว่าจ้างบริษัทรับสร้างบ้านซึ่งเป็นบริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา จัดทำแบบ และก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์เป็นบ้านหนึ่งหลัง มีทั้งสถาปนิก วิศวกร และทีมงานก่อสร้างครบถ้วน แต่ละบริษัทรับสร้างบ้านอาจจะมีวิธีการก่อสร้างที่แตกต่างกัน หรือมีความเฉพาะตัว เช่น บ้านที่ก่อสร้างด้วยระบบโครงสร้างสำเร็จรูป บ้านประหยัดพลังงานที่ใช้วัสดุลดความร้อน บ้านระบบโมดูลาร์ เป็นต้น โดยรูปแบบบริษัทรับสร้างบ้านจะมีอยู่ 2 รูปแบบ รูปแบบแรกคือมีแบบบ้านสำเร็จรูปที่ออกแบบไว้แล้วให้เลือก และก่อสร้างตามแบบนั้นๆ เจ้าของบ้านไม่สามารถปรับแก้แบบได้ หรืออาจทำได้เพียงเล็กน้อย โดยแต่ละแบบจะมีหลายราคาตามสเปควัสดุที่เลือกใช้ รูปแบบที่สองคือมีบริการออกแบบโดยสถาปนิกและก่อสร้างตามแบบ แต่แบบบ้านที่ได้อาจไม่หวือหวาหรือมีแนวคิดโดดเด่นมากนัก เพราะต้องยึดตามวิธีการก่อสร้างบ้านที่บริษัทชำนาญเป็นหลัก

       แนวทางนี้มีข้อดีคือสามารถคุมงบประมาณได้ค่อนข้างแน่นอน เจ้าของบ้านติดต่อกับบริษัทรับสร้างบ้านที่เดียวจบ ไม่ต้องจัดหาผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา ผู้ควบคุมงานก่อสร้างเอง แต่ควรหาที่ปรึกษาคนกลางระหว่างเรากับบริษัทเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้งานก่อสร้างเป็นไปอย่างราบรื่น

*ควรเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่มีความน่าเชื่อถือ มีประวัติผลงานที่ดี 
ภาพ: การใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้าน สะดวกต่อเจ้าของบ้านและช่วยคุมงบประมาณได้ดี
ภาพ: ตัวอย่างบ้านระบบโมดูลาร์พร้อมบริการแบบครบวงจรจาก SCG HEIM
3. การใช้แบบบ้านฟรี ซื้อแบบบ้านและจัดหาผู้รับเหมา
       แบบบ้านฟรีคือแบบบ้านที่เราได้มาจากแหล่งต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ละแบบอาจมีรายละเอียดมากน้อยแตกต่างกัน แบบที่ไม่ละเอียดอาจจะมีเพียงแบบแปลนแต่ละชั้น รูปตัด รูปด้าน ภาพสามมิติหรือทัศนียภาพ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแบบสถาปัตยกรรมที่ยังขาดรายละเอียดอีกมาก และยังไม่มีแบบโครงสร้างและแบบงานระบบที่เกี่ยวข้องด้วย จึงยังไม่สามารถนำไปใช้ก่อสร้างได้ จะต้องว่าจ้างทีมออกแบบให้พัฒนาแบบและจัดทำแบบก่อสร้างเพิ่มเติม ส่วนแบบที่มีรายละเอียดครบถ้วน ส่วนใหญ่จะสามารถนำไปก่อสร้างได้ โดยอาจมีการปรับแบบบางส่วนเพื่อให้เหมาะกับสภาพที่ดินของเรา สำหรับแบบบ้านที่เราซื้อมา จะเป็นแบบบ้านที่มีรายละเอียดครบถ้วน สามารถนำไปก่อสร้างได้จริงเช่นกัน โดยสามารถเลือกซื้อเอกสารราคากลางค่าก่อสร้าง (BOQ) เพิ่มเติมได้ เพื่อนำไปให้ผู้รับเหมาประกวดราคาค่าก่อสร้าง

       ทั้งแบบบ้านฟรีและแบบบ้านซื้อ ส่วนใหญ่จะให้มาพร้อมค่าก่อสร้างที่ทำให้เรารู้งบประมาณคร่าวๆ ได้ แนวทางนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องแบบก่อสร้างลง และยังมีแบบบ้านที่มองเห็นภาพชัดเจนให้เลือกมากมาย แต่แบบบ้านที่ได้ก็อาจจะไม่เหมาะสมลงตัวกับที่ดินของเรา หรืออาจจะไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกทุกคนในบ้านได้ครบถ้วน และเมื่อเราได้แบบบ้านที่พร้อมก่อสร้างแล้ว จะต้องจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้ควบคุมงานก่อสร้างที่ไว้ใจได้ (เช่นเดียวกับแนวทางการใช้บริการสถาปนิกออกแบบ) เพื่อให้เป็นไปตามแบบก่อสร้างและตามแผนงานที่กำหนด ทั้งนี้ ก่อนตัดสินใจเลือกแบบบ้านที่ต้องการ เจ้าของบ้านควรศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องกฎหมายควบคุมอาคารโดยเฉพาะเรื่องระยะถอยร่นต่างๆ ไว้เป็นอย่างดี เพราะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการคัดเลือกแบบบ้านในเบื้องต้น

* หากแบบบ้านที่ได้มามีการออกแบบโครงสร้างใต้ดินไว้แล้ว ควรให้วิศวกรพิจารณาอีกครั้งว่าเหมาะกับสภาพหรือลักษณะดินในพื้นที่ของเราหรือไม่
 
ภาพ: แบบบ้านฟรี/ซื้อแบบบ้าน มีข้อดีคือช่วยลดค่าจัดทำแบบ แต่อาจไม่สัมพันธ์กับขนาดที่ดินและไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกทุกคนในบ้านได้
ภาพ: ตัวอย่างแบบบ้านฟรี SCG
4. การซื้อบ้านสำเร็จรูป 
       “บ้านสำเร็จรูป” หรือที่เรียกกันว่า บ้านพรีแฟบ (Prefab) บ้านน็อคดาวน์ (Knock Down) เป็นบ้านที่ผลิตชิ้นส่วนจากโรงงาน และนำมาติดตั้งหรือประกอบในพื้นที่ก่อสร้าง สามารถก่อสร้างได้รวดเร็ว ควบคุมงบประมาณได้ดี โครงสร้างบ้านมักเป็นวัสดุเบาอย่าง เหล็ก ไม้ หรืออาจเป็นบ้านที่ปรับจากตู้คอนเทนเนอร์ ทั้งนี้ เจ้าของบ้านมักจะต้องเตรียมโครงสร้างใต้ดิน (เสาเข็ม ฐานราก) ระบบไฟฟ้า และระบบประปาสุขาภิบาลรองรับไว้ก่อน

       สำหรับบ้านสำเร็จรูปโดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนแบบบ้านได้ รวมถึงวัสดุก่อสร้างก็มักจะถูกกำหนดตายตัวเป็นมาตรฐาน เจ้าของบ้านอาจเปลี่ยนได้เพียงสีสัน หรือรุ่นตามที่บริษัทกำหนดเท่านั้น นอกจากนี้ ควรพิจารณาเรื่องที่ตั้งหรือไซต์ก่อสร้างว่ารถหกล้อหรือรถเครนสามารถเข้าถึงได้หรือไม่ (เนื่องจากจะต้องใช้รถหกล้อหรือรถเครนที่มีขนาดใหญ่ในการขนส่งบ้าน หรือชิ้นส่วนต่างๆ ที่นำมาประกอบเป็นบ้าน) มีความสะดวกในการเดินทางขนส่งมากน้อยเพียงใด (หากอยู่ในซอยลึก ถนนแคบ เข้าถึงยาก จะไม่เหมาะกับบ้านสำเร็จรูป) รวมถึงมีข้อจำกัดหากต้องการปรับปรุงหรือต่อเติมในอนาคต
 
ภาพ: แบบบ้านที่ได้จากการซื้อบ้านสำเร็จรูปนั้น จะมีแบบให้เลือกค่อนข้างจำกัด
เมื่อตัดสินใจเลือกวิธีการจนได้แบบบ้านหรือแบบก่อสร้างที่สมบูรณ์แล้ว ก็สามารถเตรียมตัวสำหรับการยื่นขออนุญาตก่อสร้าง และหาผู้รับเหมาได้เลย
 
*การยื่นขออนุญาตก่อสร้าง สำหรับบ้านพักอาศัยไม่เกินสองชั้นและมีพื้นที่ทุกชั้นในหลังเดียวรวมกันไม่เกิน 150 ตารางเมตร จะได้รับการยกเว้นในการแนบแบบก่อสร้างในการขออนุญาตก่อสร้าง โดยแนบเฉพาะผังบริเวณแสดงที่ตั้งอาคารโดยสังเขป และสำเนาเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน พร้อมใบคำขออนุญาตก่อสร้าง และไม่จำเป็นต้องมีสถาปนิกควบคุมงาน 
CR: scgbuildingmaterials.com

ช่องทางการติดต่อ
เคพี โฮมบิวเดอร์ คู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาในทุกคำถามเรื่องบ้าน
เคพี โฮมบิวเดอร์ รับสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม และจัดดูแลสวน เชียงใหม่
Phone: 📱0979692624 📱095-495-6444 📱099-141-9624
Line:@kphomebuilder
IG: kp_home_builder
FB: kphomebuilder
www.kp-homebuilder.com
เค พี โฮม บิวเดอร์ รับออกแบบ รับสร้างบ้าน อาคารพาณิชย์ 🏗 🏠 🏢
เปิดทำการทุกวัน เวลา 8.00 น. - 17.00น.
"เราต้องการให้คนไทยมีบ้านคุณภาพในราคาที่ไม่แพง เสร็จตามเวลา"
#รับเหมาก่อสร้าง #ก่อสร้าง #งานก่อสร้าง #ช่างก่อสร้าง #สร้างบ้าน#บริษัทรับสร้างบ้านคุณภาพ #แบบบ้านสวย #สร้างบ้านตามความคิดคุณ#เคพีโฮมบิวเดอร์ #kphomebuilder #กการช่าง #kpassetdeveloper

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561

รีโนเวทบ้านหรือสร้างใหม่ อะไรดีกว่ากัน

       รีโนเวทบ้านหรือสร้างใหม่ อะไรดีกว่ากัน 



       บ้าน เมื่ออยู่อาศัยไปซักระยะหนึ่ง ก็อาจทรุดโทรมลงไปบ้างตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเกิดการรั่วซึมตามจุดต่างๆ บ้านมีรอยร้าว หรือบางอย่างเก่าไปใช้งานไม่ได้ดีเหมือนเก่า 

        แต่หากเรายังต้องการอยู่ที่นี่ต่อไป เพราะบ้านนี้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและมีความสะดวกสบายในด้านต่างๆ เช่น สภาพแวดล้อมดี เดินทางสะดวก ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ใกล้ทางด่วน คงถึงเวลาที่ต้องคิดว่าจะซ่อมแซมปรับปรุงให้ดี หรือจะทุบแล้วสร้างใหม่ให้ตรงกับความต้องการ


cr: scgbuildingmaterials.com




ช่องทางการติดต่อ
เคพี โฮมบิวเดอร์ คู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาในทุกคำถามเรื่องบ้าน
เคพี โฮมบิวเดอร์ รับสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม และจัดดูแลสวน เชียงใหม่
Phone: 📱0979692624 📱095-495-6444 📱099-141-9624
Line:@kphomebuilder
IG: kp_home_builder
FB: kphomebuilder
www.kp-homebuilder.com
เค พี โฮม บิวเดอร์ รับออกแบบ รับสร้างบ้าน อาคารพาณิชย์ 🏗 🏠 🏢
เปิดทำการทุกวัน เวลา 8.00 น. - 17.00น.
"เราต้องการให้คนไทยมีบ้านคุณภาพในราคาที่ไม่แพง เสร็จตามเวลา"
#รับเหมาก่อสร้าง #ก่อสร้าง #งานก่อสร้าง #ช่างก่อสร้าง #สร้างบ้าน#บริษัทรับสร้างบ้านคุณภาพ #แบบบ้านสวย #สร้างบ้านตามความคิดคุณ#เคพีโฮมบิวเดอร์ #kphomebuilder #กการช่าง #kpassetdeveloper

วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

3 ปัจจัย สร้างสภาวะอยู่สบายให้กับบ้าน

3 ปัจจัย สร้างสภาวะอยู่สบายให้กับบ้าน

มาทำความรู้จักกับ 3 ปัจจัย ที่จะช่วยสร้าง “สภาวะอยู่สบาย” ให้กับบ้าน เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่ทวีความร้อนเพิ่มมากขึ้นทุกปี 
       เพราะเมืองไทยเป็นเมืองที่อากาศร้อนตลอดเกือบทั้งปี หากกล่าวถึง “สภาวะอยู่สบาย” หลายๆ คนจึงอาจเข้าใจว่า แค่การทำให้อุณหภูมิของบ้านลดลง ก็จะทำให้เกิดสภาวะอยู่สบายแล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้น สภาวะอยู่สบายจะต้องประกอบไปด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น อุณหภูมิ ความเร็วลม ความชื้น การแต่งกาย กิจกรรมที่ทำ เป็นต้น

       สภาวะอยู่สบายคือ สภาวะของช่วงอุณหภูมิและความชื้นของอากาศที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกสบาย ไม่ร้อน ไม่เหนียวเหนอะหนะ หรือไม่สบายเนื้อสบายตัว ซึ่งประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบหลักคือ อุณหภูมิ ความชื้น และแรงลมที่มากระทบตัวเรา เช่น บางครั้งเราไปยืนชายทะเลที่อุณหภูมิไม่ร้อน มีลมพัดผ่าน แต่มีความชื้นมากเกินไป เราก็จะรู้สึกไม่สบายตัว แต่ถ้าเราอยู่ในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศเราจะรู้สึกสบาย เพราะเครื่องปรับอากาศนั้นให้ความเย็น และมีการเป่าลมออกมาเพื่อให้อากาศเคลื่อนไหว ในขณะเดียวกันก็ดูดความชื้นออกไปด้วย เราจึงรู้สึกสบาย แต่บางครั้งก็ทำให้ค่าไฟฟ้าขึ้นเอาแบบไม่รู้ตัว ดังนั้นการสร้างสภาวะอยู่สบายสำหรับการอยู่อาศัยในบ้านเราควรคำนึงถึงปัจจัยทั้ง 3 อย่าง ดังต่อไปนี้

       1. การป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน (Heat Shield Technology) โดยส่วนที่สำคัญของบ้านคือ หลังคา ฝ้า และผนัง เมื่อแสงแดดส่องลงมาจะกระทบหลังคาซึ่งอยู่บนสุดและมีขนาดพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ หลังคาจึงมีผลอย่างมากต่ออุณหภูมิภายในบ้าน การติดตั้ง แผ่นสะท้อนความร้อน เอสซีจี จึงช่วยป้องกันบ้านร้อนได้ตรงจุด ด้วยการสกัดร้อน สะท้อนกลับ สามารถสะท้อนรังสีความร้อนได้สูงถึง 95% และติดตั้ง ฉนวนกันความร้อน เอสซีจี รุ่น STAY COOL บริเวณเหนือฝ้าเพดาน เพื่อป้องกันความร้อนที่มาจากโถงหลังคา ผ่านฝ้าเพดานลงมาสู่ภายในบ้าน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยระบายความร้อนภายในโถงหลังคาออกสู่ภายนอกบ้านได้ด้วยการทำช่องระบายความร้อน เช่น ทำช่องระบายอากาศทางหน้าบัน ใช้ ฝ้าสมาร์ทบอร์ด เอสซีจี รุ่นระบายอากาศ หรือทำระแนงระบายอากาศ เป็นต้น 
ภาพ: แผ่นสะท้อนความร้อนอะลูมิเนียมฟอยล์ และฉนวนใยแก้วกันความร้อน

ภาพ: การทำช่องทางระบายอากาศบริเวณหลังคา นับเป็นการลดความร้อนด้วยกลไกทางธรรมชาติ

ภาพ: (ซ้าย) ตัวอย่างการเล่นแพทเทิร์นลวดลาย ของฝ้าชายคาระบายอากาศ และ (ขวา) การติดตั้งไม้ระแนงระบายอากาศใต้ชายคา
       ส่วนการลดความร้อนที่ผนังนั้น เราควรเลือกใช้วัสดุก่อผนังที่มีค่าการสะสมความร้อนต่ำอย่าง อิฐมวลเบา Q-Con โดยที่ผนังภายนอกบ้านควรทาสีโทนอ่อนหรือโทนสว่าง เช่น สีขาว สีครีม สีพาสเทล หรือเลือกใช้สีสะท้อนความร้อน หรือติดตั้งผนังเบาพร้อมฉนวนกันความร้อนเพิ่มเติมที่ผนังด้านที่โดนแดดจัด เพื่อการป้องกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น     
ภาพ: เลือกใช้ อิฐมวลเบา Q-Con หรือติดตั้งผนังเบาพร้อมฉนวนกันความร้อนเพิ่มเติม ช่วยป้องกันความร้อนได้ดียิ่งขึ้น
       2. การถ่ายเทอากาศ หรือ การระบายอากาศ (Ventilation) ภายในบ้านควรมีการถ่ายเทอากาศ เพื่อระบายความร้อน ช่วยให้อากาศภายในบ้านดีขึ้นและไม่อับชื้น โดยปกติหน้าต่างมักทำหน้าที่หลักในการถ่ายเทอากาศเข้า-ออก แต่เมื่อผู้อยู่อาศัยจำเป็นต้องปิดหน้าต่าง หรืออยู่ในบ้านที่มีหน้าต่างน้อย อาจทำให้อากาศไม่สามารถถ่ายเทได้ดีเท่าที่ควร จึงทำให้บ้านร้อนอบอ้าวและรู้สึกไม่สบายตัว ทั้งนี้เราสามารถติดตั้ง Active AIRflow™ System นวัตกรรมการถ่ายเทอากาศและระบายความร้อนออกจากตัวบ้านและโถงหลังคา เพื่อเร่งกลไกการระบายอากาศและความร้อนออกจากตัวบ้านได้อย่างรวดเร็ว ทำให้บ้านมีอากาศถ่ายเทตลอดเวลาแม้จะปิดบ้านไว้ตลอดทั้งวัน ภายในบ้านไม่อบอ้าวหรืออับชื้น ช่วยลดการสะสมเชื้อโรคและอากาศเสียภายใน และจากอุณหภูมิห้องที่เย็นเร็วขึ้น จึงช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศได้ถึง 16-20%
ภาพ: ตัวอย่างทิศทางการหมุนเวียนอากาศภายในบ้าน และการระบายความร้อนออกจากตัวบ้านของ Active AIRflow™ System 
       3. ภูมิทัศน์และพื้นที่สีเขียว (Green Landscape) การมีพื้นที่สีเขียวบริเวณรอบๆ บ้าน ด้วยการปลูกต้นไม้ใหญ่ หรือการเพิ่มพื้นที่สีเขียว นอกจากจะช่วยให้บ้านดูสดชื่นมีชีวิตชีวาแล้ว ยังช่วยลดความร้อนรอบๆ บ้าน ทำให้ภายในบ้านเย็นขึ้นอีกด้วย หรือหากบ้านไหนมีพื้นที่น้อย อาจเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วย สวนแนวตั้ง เอสซีจี รุ่น Modular Green Hive ที่ออกแบบมาให้ติดตั้งและดูแลรักษาง่าย เหมาะกับวิถีชีวิตของคนเมืองในปัจจุบัน 
ภาพ: พื้นที่สีเขียวรอบๆ บ้าน และต้นไม้ใหญ่ สร้างบรรยากาศที่สดชื่น ร่มรื่น และให้ร่มเงากับบ้าน

ภาพ: สวนแนวตั้ง ใช้พื้นที่น้อยและดูแลรักษาง่าย สามารถเลือกพรรณไม้ที่ชอบมาจัดแต่งผสมผสานให้มีหลากสีสันได้ตามต้องการ
       จะเห็นได้ว่า การทำให้บ้านเกิดสภาวะอยู่สบายนั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้จากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่ต้องประกอบไปด้วยหลายๆ ปัจจัยดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงจะทำให้บ้านเกิดสภาวะอยู่สบาย และถือว่าเป็นการช่วยประหยัดพลังงานได้ในอีกทางหนึ่งด้วย


cr: scgbuildingmaterials.com
 
 
ช่องทางการติดต่อ
ก.การช่างทีม คู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาในทุกคำถามเรื่องบ้าน
ก.การช่าง รับสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม และจัดดูแลสวน เชียงใหม่
www.kor-karnchang.com
Phone: 0979692624 , 0955419777, 0954956444
Email: cs@kor-karnchang.com

วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

8 สิ่งควรทำ! เมื่อคิดแต่งห้องเพื่อ ผู้สูงอายุ ให้อยู่สบายและปลอดภัย


8 สิ่งควรทำ! เมื่อคิดแต่งห้องเพื่อ ผู้สูงอายุ ให้อยู่สบายและปลอดภัย

ผู้สูงอายุ รถเข็น ราวจับ วัยเกษียณ ห้องครัว ห้องน้ำ เฟอร์นิเจอร์ แต่งห้อง แบบคอนโด แปลนห้อง 
บ้านพักคนชราไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เมื่อเทรนด์สังคมไทยเริ่มเปลี่ยน จากข้อมูลที่มีการคาดการณ์ว่า ปัจจุบันมีจำนวน ผู้สูงอายุ 11.2 ล้านคน หรือประมาณ 17.1% และคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีคือ 2565 จะมีผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 13.6 ล้านคนหรือประมาณ 20.6% ซึ่งถือว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราจะเตรียมพร้อมที่อยู่อาศัยสำหรับวัยเกษียณอย่างไร ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและไม่เหงา ลองมาดูไอเดีย และสไตล์การตกแต่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ จากเมืองแนวคิดใหม่เพื่อวัยเกษียณ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เพื่อนำไปปรับใช้ดูแลผู้ใหญ่ในครอบครัวของเราให้มีคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัยมากขึ้นกันค่ะ
1.ความฝืดของพื้น
หากเป็นพื้นไม้ ก็ไม่ควรจะขัดให้มันวาว เพราะเสี่ยงต่อการลื่นล้ม ปัจจุบันมีน้ำยาลดความวาวและความลื่นใช้ได้ทั้งแบบฉีดและทาตามวิธีการใช้งานข้างภาชนะบรรจุ หากต้องการปูพื้นด้วยกระเบื้องก็ควรเลือกปูกระเบื้องชนิดที่กันลื่นได้ อย่าง กระเบื้องยางเกรด R9 ขึ้นไป หากเป็นพื้นที่เปียกเสี่ยงต่อการลื่นล้มได้ง่าย ก็ควรเลือก กระเบื้องยางเกรด R 12 สำหรับพื้นที่เปียกอย่างห้องน้ำ ห้องครัว แต่หากต้องการปูพรมก็ควรติดขอบหรือมุมของพรมให้แน่น ไม่นูนหรือเผยอขึ้นมาอันจะทำให้สะดุดล้มได้
ติดตั้งราวจับ
ติดตั้งราวจับ

2.ติดตั้งราวจับ
ควรต้องติดราวจับในระดับ 80 – 90 เซนติเมตร ตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงโถส้วมหรือจุดอาบน้ำ เพื่อให้ยึดจับแทนการไปจับอุปกรณ์สุขภัณฑ์ต่างๆ เช่น อ่างล้างหน้า ราวแขนผ้า ที่ใส่สบู่ หรือโถส้วม เพราะสุขภัณฑ์เหล่านี้อาจหลุดออกมาและเป็นอันตรายได้ โดยตัวราวจับและสกรูยึดติดผนัง ก็ควรที่จะต้องรับน้ำหนักเหนี่ยวตัวลุกยืนได้สูงเช่นกัน
พื้น
3. เลี่ยงพื้นต่างระดับ
ควรทำทางลาดควบคู่กันไปในทุกตำแหน่งที่มีการเปลี่ยนระดับ ความลาดชันของทางลาดต้องไม่เกิน 1 : 12 หมายความว่า หากพื้นต่างระดับ 1 เมตร ต้องมีทางลาดยาว 12 เมตร เป็นต้น เพราะร่างกายผู้สูงอายุไม่อำนวยต่อการยกเท้าเดิน หรือ กะจังหวะย่างเท้าให้พอดีได้อย่างคนรุ่นหนุ่มสาว
เฟอร์นิเจอร์
เฟอร์นิเจอร์
4.ความสูงของเฟอร์นิเจอร์
ผู้สูงอายุบางท่านอาจจะจำเป็นต้องใช้รถเข็นในบางกรณี ดังนั้นเฟอร์นิเจอร์อย่าง โต๊ะ ก็ต้องลดระดับลงมาจากความสูงของโต๊ะปกติเล็กน้อย หน้าโต๊ะควรสูงประมาณ 75 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่ใต้โต๊ะควรมีความสูงไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร ไม่ควรมีลิ้นชัก และมีความลึกมากกว่า 40 เซนติเมตร เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถเข็นรถเข้าไปใช้งานได้สะดวกนั่นเอง ส่วนเตียงนอนควรสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้พอดีกับสรีระ การลุก – นั่ง ที่พอดีต่อการใช้งาน
ระบบสัญญาณเตือน
5.สิ่งอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัย
ยุคก่อนมักใช้กระดิ่ง หรือ กริ่งออด ติดตั้งตามจุดต่างๆ ภายในบ้าน อย่าง ตามหัวเตียง ห้องน้ำ หากแต่ในยุคเทคโนโลยี 4.0 นี้ ก็มีระบบแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่สามารถเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนรองรับการใช้งานให้ง่ายดายสะดวกสบายขึ้น โดยอาจเป็นเพียงสายรัดข้อมือที่จะส่งระบบคำเตือนไปยังผู้ดูแลเมื่อมีสัญญาณว่า ผู้สูงอายุอาจล้ม หรือ ได้รับอุบัติเหตุได้ เพื่อการเข้ามาดูแลปฐมพยาบาลได้ทันถ่วงที
แสงสว่าง
แสงสว่าง
6. แสงสว่างที่ไม่จ้าเกินไป
ผู้สูงอายุมักไม่ชอบแสงสว่างที่จ้าเกินไป เพราะผู้สูงอายุนั้นจะมีสายตาที่ตอบรับกับแสงสว่างช้ากว่าคนหนุ่มสาว ดังนั้นควรตกแต่งห้องให้ใช้แสงสว่างจากธรรมชาติให้มากที่สุด และติดตั้งหลอดไฟที่มีแสงนวลตา อย่างแสงสีส้ม หรือ สีโทนเหลือง เพื่อถนอมสายตาผู้สูงอายุ เป็นต้น
บานประตู
บานประตู
7. ขนาดประตูที่กว้างกว่าปกติ
สำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุ บานประตูต้องกว้างอย่างน้อย 90 เซนติเมตร เพื่อให้รถเข็นหรือเตียงเข็นเข้า – ออกได้สะดวก
8. ปุ่มสวิตช์ไฟขนาดใหญ่
ปุ่มสวิตช์ไฟควรมีขนาดใหญ่เพื่อให้เห็นง่ายชัดเจน และควรอยู่ใกล้ๆ กัน เพื่อความสะดวกในการใช้งาน


แปลนห้อง
แปลนห้อง 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น ขนาด 63 – 66 ตร.ม. ของโครงการ Jin Wellbeing County

และเนื่องจากโครงการนี้สร้างขึ้นเพื่อรองรับ ผู้สูงอายุ วัยเกษียณ เป็นหลัก ดังนั้น ด้านการออกแบบอาคาร การตกแต่งภายใน รวมไปถึงการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมของที่นี่จึงคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุเป็นอันดับแรก  แต่อย่างไรก็ดี นอกจากการดูแลสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยทางด้านกายภาพให้มีความเป็นอยู่ที่ดีแล้ว การดูแลทางด้านสุขภาพจิตใจให้ดีตามก็เป็นสิ่งสำคัญ การได้เข้าสังคม พบปะเพื่อนฝูง มีกิจกรรมต่างๆ ให้ได้ทำ จะทำให้ผู้สูงอายุวัยเกษียณเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง รู้สึกตนเองมีคุณค่า มีความหมาย และห่างไกลจากภาวะซึมเศร้าได้ด้วยเช่นกันค่ะ
สถานที่ถ่ายทำ : ห้องตัวอย่างโครงการ Jin Wellbeing County

cr: mthai.com

ช่องทางการติดต่อ
ก.การช่างทีม คู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาในทุกคำถามเรื่องบ้าน
ก.การช่าง รับสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม และจัดดูแลสวน เชียงใหม่
www.kor-karnchang.com
Phone: 0979692624 , 0955419777, 0954956444
Email: cs@kor-karnchang.com